ตัณหาและความดิ้นรนของมนุษย์ วารสารกัลยาณมิตร ปี 2535 ฉบับที่ 2 หน้า 97
หน้าที่ 97 / 112

สรุปเนื้อหา

เรียกความดิ้นรนชนิดนี้ว่า "กามตัณหา” รูปนั้นหมายถึงสิ่งที่เห็นได้ด้วยตา ทั้ง หมดเป็นวิสัยแห่งจักษุ โผฏฐัพพะ คือสิ่ง ที่คู่กับกาย สามารถถูกต้องได้ด้วยกาย อาตมภาพถวายพระพรมา Re "อนึ่ง ตัณหาความดิ้นรนนี้มีอยู่ สองชั้น สองระดับ คือ ชั้นหยาบเห็นได้ ง่าย ท่านเรียกว่า วิสัตติกา ตัณหา” ๒. ดิ้นรนอยากเป็น คืออยาก หมายถึงความดิ้นรนที่ออกมารับอารมณ์ เป็นนั่นบ้าง อยากเป็นนี่บ้าง อยากเป็น อย่างนั้น อยากเป็นอย่างนี้ พระผู้มี พระภาคทรงเรียกว่า ภวตัณหา ความเข้มข้นขึ้นจะแปรรูปเป็นอุปาทาน ความยึดมั่นถือมั่นว่า "เรา" ว่า "ของเรา" "ตัณหาชั้นละเอียดนอนนิ่งอยู่เมื่อ ถูกกวนด้วยอารมณ์เร้าอย่างแรง จึงจะ ปรากฏออกมา ตัณหาชนิดนี้ ท่าน เรียกว่า "วัฏฏมูลกา ตัณหา” หมายถึง ตัณหาอันเป็นมูลแห่งวัฏสงสาร---การ ท่องเที่ยวเวียนว่

หัวข้อประเด็น

- ตัณหาและความดิ้นรนของมนุษย์

ข้อความต้นฉบับในหน้า

เรียกความดิ้นรนชนิดนี้ว่า "กามตัณหา” รูปนั้นหมายถึงสิ่งที่เห็นได้ด้วยตา ทั้ง หมดเป็นวิสัยแห่งจักษุ โผฏฐัพพะ คือสิ่ง ที่คู่กับกาย สามารถถูกต้องได้ด้วยกาย อาตมภาพถวายพระพรมา Re "อนึ่ง ตัณหาความดิ้นรนนี้มีอยู่ สองชั้น สองระดับ คือ ชั้นหยาบเห็นได้ ง่าย ท่านเรียกว่า วิสัตติกา ตัณหา” ๒. ดิ้นรนอยากเป็น คืออยาก หมายถึงความดิ้นรนที่ออกมารับอารมณ์ เป็นนั่นบ้าง อยากเป็นนี่บ้าง อยากเป็น อย่างนั้น อยากเป็นอย่างนี้ พระผู้มี พระภาคทรงเรียกว่า ภวตัณหา 5. ความเข้มข้นขึ้นจะแปรรูปเป็นอุปาทาน ความยึดมั่นถือมั่นว่า "เรา" ว่า "ของเรา" "ตัณหาชั้นละเอียดนอนนิ่งอยู่เมื่อ ถูกกวนด้วยอารมณ์เร้าอย่างแรง จึงจะ ปรากฏออกมา ตัณหาชนิดนี้ ท่าน เรียกว่า "วัฏฏมูลกา ตัณหา” หมายถึง ตัณหาอันเป็นมูลแห่งวัฏสงสาร---การ ท่องเที่ยวเวียนว่ายตายเกิด บางทีท่าน เรียกว่า ตัณหานุสัย อาตมภาพ อ อ้างอิงพระพุทธภาษิตที่ว่า "เมื่อรากไม้ยังมั่นคง ไม่มีอะไร ทําลาย แม้กิ่งและใบจะถูกริดรอน ต้นไม้นั้นก็สามารถงอกงามขึ้นได้อีกฉันใด ในทำนองเดียวกัน เมื่อบุคคลยังถอน ตัณหานุสัยขึ้นไม่ได้ ความทุกข์ก็เกิดขึ้น ได้บ่อย ๆ ฉันนั้น" อาตมภาพขอยกตัวอย่าง เช่น บุคคลผู้ได้ฌาน หรือผู้เจริญอสุภกัมมัฏ ฐานจนจิตสงบ มีอาการ "เสมือนผู้ ปราศจากราคะ ตัณหาชั้นละเอียด ถูกข่มไว้ด้วยกำลังฌานและกำลังสมาธิ แต่เมื่อถูกวิสภาคารมณ์ เช่นรูปที่สวยงาม มายั่วยวนเผลอใจไป กําลังฌานและ กำลังสมาธิสลายลง กิเลสก็ฟูขึ้นประดุจ ติณชาติซึ่งก้อนศิลาทับไว้ เมื่อเพิกศิลา ออกหญ้าก็อาจงอกงามอย่างเดิม หรือยิ่ง กว่าเดิมเสียอีก ภายในห้องเงียบ พระเจ้าอโศก ทรงเพ่งพิศสมณะ ณ เบื้องพระพักตร์นิ่ง อยู่ สมณะผู้นั้นคงนั่งสำรวมอินทรีย์อย่าง เดิม มีจักษุทอดลงต่ำ ครู่หนึ่งผ่านไป จอมคนแห่ง เมื่อตาเห็นรูป หูได้ฟังเสียง จมูกได้ผม กลิ่น ลิ้นได้ลิ้มรส กายได้ถูกต้องโผฏฐัพพะ และใจได้รับรู้อารมณ์ ดิ้นรนอยากผลัก คือสิ่งใดที่ “ทุกครั้งที่ตาได้เห็นรูป เป็นต้น ได้แล้ว เป็นแล้ว แต่เกิดความอึดอัดไม่ ถ้าเกิดความไม่พอใจก็เป็นทุกขเวทนา คือ พอใจขึ้นภายหลัง จึงอยากจะผลักให้พ้น รู้สึกเป็นทุกข์ ถ้าเกิดพอใจก็เป็นสุข ไปหมดไป บางอย่างเป็นสิ่งที่มนุษย์ผลัก เวทนา-เสวยอารมณ์สุข ถ้าเฉย ๆ ให้พ้นไปได้ยาก เขาจึงต้องตกอยู่ในภาวะ เป็นอุเบกขาเวทนา แต่ความจริงอุเบกขา มคธรัฐจึงเอ่ยพระวาจาว่า “พระคุณเจ้า แห่งความดิ้นรน พระผู้มีพระภาคทรง เวทนานั้นคือความสุขอ่อน ๆ ถ้าจัด พระธรรมของพระโคตมะพุทธะนั้น ข้าพ เรียกความดิ้นรนชนิดนี้ว่า “วิภวตัณหา เวทนาเป็น 5 อุเบกขาเวทนาก็รวมเข้า เจ้าเคยทราบว่ามีมากเหลือเกิน “ขอพระองค์จึงตรองโดยพระปัญ ในสุขเวทนา เมื่อใดรู้สึกเป็นสุขเมื่อนั้นใจ กล่าวโดยย่อ พระธรรมนั้นมีประมาณ ญาอันแหลมลึกเถิด จะทรงเห็นด้วย ก็จะน้อมไปในกามตัณหา และภวตัณหา เท่าใด พระองค์เองว่า ความดิ้นรนของมนุษย์ เมื่อใดรู้สึกเป็นทุกข์ ใจก็จะน้อมไปใน ไม่พ้นไปจากลักษณะทั้งสามประการที่ วิภวตัณหา ทำให้ดิ้นรนต่อไป ตัณหาที่มี ทราบมาว่า พระผู้มีพระภาคทรงประมวล ถ้าจะ "ขอถวายพระพร! อาคมภาพ
แสดงความคิดเห็นเป็นคนแรก
Login เพื่อแสดงความคิดเห็น

หนังสือที่เกี่ยวข้อง

Load More