พระพุทธรูปและแท่นเสือ วารสารกัลยาณมิตร ปี 2535 ฉบับที่ 2 หน้า 87
หน้าที่ 87 / 112

สรุปเนื้อหา

เห็นพระสิทธารถ จึงมีรับสั่ง พระเทพญาณมุนี (เจ้าอาวาสขณะนั้น) ขอให้ทางวัดระวังพระพุทธ รูปองค์นี้ให้ดี ด้วยมีลักษณะงดงาม พระองค์ เกรงจะเกิดโจรกรรม ทางวัดจึงได้อัญเชิญไป ประดิษฐานไว้ในที่ปลอดภัยแล้วจ้ะ เบญจ์ไม่ ต้องห่วง ต่อมาภายหลังทางวัดจึงได้นำพระพุทธ สิหิงค์จำลององค์หนึ่ง (ในจำนวน ๒ องค์ที่ นายเจือ ดิษยบุตร ศึกษาธิการอำเภอบางขุน เทียน ได้ชักชวนผู้มีจิตศรัทธาสร้างขึ้นตั้งแต่ปี ๒๕๐๘) มาประดิษฐ์ไว้ที่พระวิหารเก่งแทน เพื่อให้ประชาชนได้สักการบูชา อย่างไรก็ตาม พระวิหารนี้ก็ต้องมีประตูและลูกกรงเหล็กกั้นอยู่ โดยรอบ เฮ้อ.... น่าเศร้าใจจังนะเบญจ์ พระดี พระงามต้องอยู่ในกรง! แล้วที่คนชั่วคนเลวล่ะ โพธิสัตว์ตรงระฆังคว่ำ และ เบญจ์คิดเอาเองแล้วกัน บ เฮอ... ความงามความแปลกตาของพระวิหาร พระอุโบสถ ดึงดูดให้ฉัน

หัวข้อประเด็น

- พระพุทธรูปและแท่นเสือ

ข้อความต้นฉบับในหน้า

เห็นพระสิทธารถ จึงมีรับสั่ง พระเทพญาณมุนี (เจ้าอาวาสขณะนั้น) ขอให้ทางวัดระวังพระพุทธ รูปองค์นี้ให้ดี ด้วยมีลักษณะงดงาม พระองค์ เกรงจะเกิดโจรกรรม ทางวัดจึงได้อัญเชิญไป ประดิษฐานไว้ในที่ปลอดภัยแล้วจ้ะ เบญจ์ไม่ ต้องห่วง ต่อมาภายหลังทางวัดจึงได้นำพระพุทธ สิหิงค์จำลององค์หนึ่ง (ในจำนวน ๒ องค์ที่ นายเจือ ดิษยบุตร ศึกษาธิการอำเภอบางขุน เทียน ได้ชักชวนผู้มีจิตศรัทธาสร้างขึ้นตั้งแต่ปี ๒๕๐๘) มาประดิษฐ์ไว้ที่พระวิหารเก่งแทน เพื่อให้ประชาชนได้สักการบูชา อย่างไรก็ตาม พระวิหารนี้ก็ต้องมีประตูและลูกกรงเหล็กกั้นอยู่ โดยรอบ เฮ้อ.... น่าเศร้าใจจังนะเบญจ์ พระดี พระงามต้องอยู่ในกรง! แล้วที่คนชั่วคนเลวล่ะ โพธิสัตว์ตรงระฆังคว่ำ และ เบญจ์คิดเอาเองแล้วกัน บ เฮอ... ความงามความแปลกตาของพระวิหาร พระอุโบสถ ดึงดูดให้ฉันเดินเข้าไปหาไม่น้อยเชียว ละ แต่ก่อนที่จะถึงพระอุโบสถ นัยน์ตาฉันก็ปะ "แท่นเสือ” ซึ่งตั้งอยู่ตรงแนวมุมกำแพงแก้ว พระอุโบสถด้านทิศเหนือ เบญจ์ อย่าลืมนะจ๊ะ วัดหันหน้าไปทาง ตะวันออก พระอุโบสถก็เช่นกัน ฉะนั้นนับแต่นี้ไปทั้งเบญจ์และฉัน ต้องสมมติให้ตรงกันว่า เราหัน หน้าไปสู่คลองด่านด้วยกัน จะเล่า อะไรจะได้ว่าตามกันไม่สับสนไงล่ะ ดังนั้น แท่นเสือจะอยู่ทางซ้ายมือ ของแนวกำแพงแก้วนะ ลักษณะก็ เป็นแท่นหินขนาดใหญ่ ในหนังสือ วัดสันนิษฐานว่า น่าจะเป็นแท่นที่ประทับ ของสมเด็จพระเจ้าสรรเพชญ์ที่ ๔ หรือที่เรียกกันว่า พระเจ้าเสือ ในสมัยกรุงศรีอยุธยาเมื่อพระองค์ เสด็จผ่านหน้าวัดไปยังสมุทรสาคร คงจะเคยเสด็จขึ้นมาประทับพัก ผ่อนบ่อยครั้ง จึงเป็นเหตุให้ชาวบ้านเรียกแท่น นี้ว่า "แท่นเสือ" หนังสือวัดยังอ้างอีกว่า พระเจ้าเสือองค์ นี้แหละที่โปรดเกล้าฯ ให้รื้อพระตำหนักของ พระองค์มาสร้างเป็น "ตำหนักทอง” ไว้ที่วัดไทร เขตบางขุนเทียนด้วย แต่สำหรับฉันนะ คิดว่าแท่นเสือนี้น่าจะ เป็นแท่นประทับรัชกาลที่ ๓ มากกว่า อาจจะ ทรงสั่งซื้อเข้ามาเองหรือพ่อค้าจีนจัดหามาถวาย ก็ได้นะเพราะพระองค์ท่านเสด็จฯมาควบคุมการ ก่อสร้างเองโดยตลอด ตั้งแต่ครั้งยังทรงพระยศ เป็นพระเจ้าลูกยาเธอกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ แม้เมื่อเสวยราชย์แล้ว ก็ยังเสด็จฯมาตบแต่ง รูปสลักพระ ประดับประดาวัดนี้อยู่เสมอ ฉะนั้นย่อมต้องมีที่ ประทับพักผ่อนพระอิริยาบถสบาย ๆ บ้างแน่นอน สิงโตจีนคู่ที่เฝ้า "ถะ” อยู่ อีกประการหนึ่ง แท่นหินมีลักษณะค่อนข้าง หน้ากำแพงแก้ว ด้านเหนือ ของพระอุโบสถ เป็นแบบจีน ซึ่งตรงกับพระราชนิยมของพระองค์ ส่วนสมัยพระเจ้าเสือคนไทยยังไม่ค่อยนิยมศิลปะ จีนนัก ไม่เช่นนั้นเราคงพบตุ๊กตาหินแบบจีน มากมาย แต่สิ่งของที่จีนนำเข้ามาสมัยอยุธยา ปรากฏว่าเป็นพวกเครื่องถ้วยชาม และพวกเครื่องประดับมุกมากกว่า สำหรับคำว่า "เสือ" ฉัน สันนิษฐานเอาเองนะว่า พระเจ้า ลูกยาเธอกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ ทรงเป็นนักรบที่เก่งกล้า ทำศึก สงครามมามากตั้งแต่ต้นรัชสมัย พระราชบิดา คือรัชกาลที่ ๒ เคยปราบกบฏวังหลวง อีกทั้ง ทรงกำกับกรมตำรวจ กำกับกรม พระคลังมหาสมบัติ ตลอดจน กำกับกรมท่า จนบ้านเมืองเจริญ รุ่งเรืองและร่ำรวย แน่นอนจะ เบญจ์ การที่พระองค์ทรงงานดัง กล่าวได้สำเร็จจนพระราชบิดาทรง เกรงพระทัย และทรงยกย่องเรียก เจ้าสัว ก็ด้วยพระปรีชาสามารถ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๕ กัลยาณมิตร ๘๕
แสดงความคิดเห็นเป็นคนแรก
Login เพื่อแสดงความคิดเห็น

หนังสือที่เกี่ยวข้อง

Load More