ข้อความต้นฉบับในหน้า
นาย และตำรวจทหารต่างๆ ตั้งแถวแนวเกลื่อนกล่นกว่าที่ พอไม่ให้เกิดความว่าง
ปรากฏอยู่แน่ ขอให้ดูพงศาวดาร ร.๕ ตอน ๕ ที่มีรายละ
เอียดบอกว่าในวันพระราชพิธี คือวันพุธที่ ๑๑ พฤศจิกายน
พ.ศ.๒๕๑๑ เจ้านาย ขุนนางพร้อมกัน ณ พระที่นั่งอม
รินทรวินิจฉัย ข้างหน้าพระที่นั่งมีพวกชาวประโคมตั้งแถว
มีแถวทหารอย่างยุโรป และที่เกยพระที่นั่งดุสิตาภิรมย์ผูก
ตอนที่ ๒ เลียบพระนคร คือภาพซึ่งวาดตรงมุมอีก
มุมหนึ่งของพระที่นั่งทรงผนวชทางวัดบรรยายสั้นๆว่าเมื่อ
ราชาภิเษกแล้วจึงเสด็จเลียบพระนคร อาจารย์จุลทัศน์ให้
รายละเอียดออกไปอีกเล็กน้อยว่า ร.๕ ประทับพระที่นั่งพุด
ตาล ออกจากพระบรมมหาราชวังทางประตูวิเศษไชยศรีไป
ช้างต้นคือเจ้าพระยาปราบไตรจักร ไว้ประกอบการพิจารณา ทางถนนหน้าพระลาน (คือด้านหน้ามหาวิทยาลัยศิลปากร)
ต่อไป มาดูภาพพระที่นั่งเพื่อทำความรู้จักกันสักเล็ก
น้อย พระที่นั่งที่เห็นเป็นอย่างโบสถ์ ๒-๓ หลัง ถ้าไม่คุ้นก็
แยกไม่ออกว่าหลังไหนเป็นพระที่นั่งชื่ออะไร มีอาณาเขต
ขนาดไหน ตรงนี้ผู้เขียนขอให้พึ่งหนังสือสถาปัตยกรรม
พระบรมมหาราชวังเล่ม ๑ หน้า ๑๕ เปิดหน้านั้นแล้วจะ
เห็นรูปถ่ายหมู่พระที่นั่ง ซึ่งอยู่ในตำแหน่งใกล้เคียงกันรูป
วาดของจิตรกรมาก เป็นรูปที่น่าจะถ่ายตั้งแต่สมัย ร.๕ และ
บางทีอาจเป็นแบบให้จิตรกรก็ได้
พระที่นั่งอมรินทรฯ คือพระที่นั่งองค์ใหญ่ หลังคา
พื้นสีเขียวอยู่ในระดับสูงกว่าพระที่นั่งองค์อื่น มีความยาว
และมีมุขยื่นออกไปสองข้างสั้นๆ ถือเป็นพระที่นั่งสำคัญคือ
ใช้เป็นท้องพระโรง เป็นที่รับทูตต่างประเทศ เช่น ร.5 ทรง
ต้อนรับจอห์น ครอเฟิร์ด ทูตอังกฤษ เป็นต้น
ด้านหน้าของพระที่นั่งอมรินทรฯที่เห็นเป็นอาคารขวาง
(วาดติดขอบซ้ายของจิตรกรรม) คือท้องพระโรงหน้าที่ต่อใหม่
ในสมัย ร.๔ หลังคาพื้นน้ำเงิน ถัดลงมาเป็นซุ้มตะเกียงสี
แดง มีหน้าต่างกระจกแบ่งเป็นหลายช่อง จากนั้นจึงเป็น
ประตูยอดแหลม
พระที่นั่งดุสิดาภิรมย์คือพระที่นั่งองค์เล็ก หลังคาใน
รูปเป็นสีเหลือง (ปัจจุบันพื้นน้ำเงิน) ผนังเขียนลายนอก
อาคาร เดิมพระบัญชรเป็นแบบช่องกบ เปลี่ยนมาใส่กระจก
ในสมัย ร.๕ ภายในเป็นพระที่นั่งโถง ด้านหน้าที่เคยสำหรับ
ขึ้นลงพระราชยาน ด้านข้างมีเกยช้าง เวลาเราไปเที่ยววัด
ถนนหน้าพระลาน (ด้านกระทรวงกลาโหม) ถนนท้ายวัง
(ข้างวัดโพธิ์) จนมาบรรจบถนนหน้าพระลาน แล้วกลับเข้า
พระบรมมหาราชวังตามเดิม ผู้เขียนเชื่อตามที่ท่านวินิจฉัยไว้
ขอให้ดู พงศาวดาร ร.๕ ตอนที่ 5 หัวข้อเลียบพระ
นครเพื่อนำมาเปรียบเทียบกับภาพวาด ในภาพมีกระบวน
พยุหยาตรา ร.๕ ประทับบนพระที่นั่งพุดตาล แต่ไม่เห็น
พระพักตร์ เพราะบังสูรย์บังอยู่ สองข้างถนนมีชายหญิงรับ
เสด็จเป็นจำนวนมาก มีราชวัติ (รั้วแถวที่มีฉัตรปักเป็น
ระยะ) และป้อมประตูตามสมควร ล่างสุดมีแถวทหารและ
คนดูสองฟากถนน ในพงศาวดารก็พูดถึงการเลียบพระนคร
ไว้ว่า เสด็จเมื่อวันพุธ เดือนอ้าย ขึ้น ๔ ค่ำ ปีมะโรง เปิด
ปฏิทินเทียบดูได้เท่ากับวันพุธที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๑๑
หลังพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเพียง 5 วันเท่านั้น
ก่อนวันแห่ เจ้าพนักงานเกลี่ยทรายแต่งถนนเพราะ
ถนนสมัยนั้นยังปูด้วยอิฐ พื้นที่ขรุขระไม่ใช่ปูด้วยหินสำหรับ
รถ สองข้างทางปักฉัตรเบญจรงค์ ๓ ชั้น กั้นราชวัติ ผูก
ต้นกล้วยอ้อย และธงกระดาษเป็นระยะ (ในรูปวาดแต่ราชวัติ
กับฉัตร ๙ ชั้น ไม่ได้วาดกล้วยอ้อย) มีร้านน้ำสำหรับบริโภค
มีปี่พาทย์เครื่องประโคม มีทหารกรมอาสาหกเหล่าตั้งกระ
โจมหอก จุกช่องทุกแห่งที่เป็นหัวถนน
๗
วันแห่ ได้เสด็จไปตามถนนดังกล่าวแต่ต้น ทรงโปรย
เงินพระราชทานชาวพระนคร พอถึงวัดโพธิ์ ซึ่งมีโรงสำหรับ
ชาวต่างประเทศ ก็โปรดให้นายพลเรือเกบเปล แม่ทัพเรือ
พระแก้ว ชมวัดแล้วจะมีประตูออกมาทางพระที่นั่งหมู่นี้ อังกฤษที่เมืองจีนกับกงสุลต่างประเทศเข้าเฝ้าฯ ณ พลับพลา
จากนั้นจึงจะผ่านไปสู่พระที่นั่งจักรีมหาปราสาทที่อยู่ใกล้ ๆ กัน และพระราชทานดอกพิกุลทองพิกุลเงินเป็นที่ระลึก จากนั้น
ผนังตอนบนของช่องราชาภิเษก ส่วนที่อยู่ติดหลังคา จึงแห่ต่อจนกลับเข้าพระบรมมหาราชวัง
จิตรกรวาดแบบง่ายๆ คือวาดเป็นหลังคาพระที่นั่งอมรินทรฯ
กับพระที่นั่งภูวดลทัศไนย หรือหอนาฬิกาสูง ๕ ชั้น ท่าม
กลางหมู่แมกไม้ ไม่มีผู้คนแม้แต่น้อย สรุปว่าวาดประกอบ
๙๐ เมษายน ๒๕๓๙ กัลยาณมิตร