ข้อความต้นฉบับในหน้า
พระบรม-
อุทานปรารภถึงความสุขนั้นหรือความ นับแต่นั้นมา ท่านก็ได้ให้โอวาทแก่
ด้วยปฏิสัมภิทาญาณ
ศาสดาจึงทรงแสดงให้พวกนางเห็น สุขอย่างอื่น”
ภิกษุเหล่านั้น ครั้นแล้วพวกนางได้
ก้มลงกราบภิกษุทั้งหลายแล้วกล่าวว่า ทั้งหลาย บุตรของเรา เปล่งอุทานถึง
“ท่านทำกิจของบรรพชิตได้ ความสุขอันเกิดจากกาม หรือจาก
พระบรมศาสดาตรัสว่า” ภิกษุ
สมบูรณ์แล้ว” จากนั้นพวกนางจึงทูล
ขอบรรพชาต่อพระบรมศาสดา พระ
ราชสมบัตินั้นหามิได้ ที่บุตรของเรา
เปล่งอุทานเช่นนั้น ก็ด้วยธรรมปีติ อัน
ภิกษุทั้งหลายนับพันรูป จนภิกษุเหล่า
นั้นบรรลุเป็นพระอรหันต์ด้วยการให้
โอวาทของท่านเพียงครั้งเดียวเท่านั้น
ด้วยเหตุนี้ พระบรมศาสดาจึงทรง
สถาปนาพระมหากัปปินะ ให้เป็นผู้เลิศ
กว่าสาวกทั้งหลาย ในทางให้โอวาท
ณาเถรี และเพียงแค่นึกเท่านั้นพระ
อุบลวรรณาเถรีก็เหาะมารับเอาพวก เช่นนั้น”
นางทั้งหมดไปยังสำนักภิกษุณี ให้
บรรพชาแล้ว จากนั้นไม่นานนางทั้ง
หมดก็ได้บรรลุพระอรหันต์ ฝ่ายพระ
บรมศาสดาก็ทรงนำภิกษุหนึ่งพันรูป
บรมศาสดาจึงทรงนึกถึงพระอุบลวรร- เกิดจากการประพฤติธรรม และปรารภ
ถึงอมตนิพพาน จึงได้เปล่งอุทาน
แก่ภิกษุ
พระมหากัปปินเถระสามารถ
แล้วทรงกล่าวพระคาถาว่า
“ผู้มีปีติในธรรม มีใจผ่องใส
แล้วย่อมอยู่เป็นสุข
บัณฑิตย่อมยินดีในธรรมที่พระ
เผาผลาญกิเลสของท่านเองจนได้บรรลุ
อรหัตผล นำมาซึ่งความสุขอย่าง
เปี่ยมล้น จนต้องเปล่งอุทานออกมาว่า
“สุขจริงหนอ” ในภพชาติสุดท้ายนี้
ด้วยอานิสงส์แห่งการสั่งสมบุญญา
เหาะไปสู่เขตวันมหาวิหารเช่นกัน
อริยเจ้าประกาศแล้วทุกเมื่อ
ในครั้งนั้น เมื่อสำเร็จเป็นพระ
ต่อมาวันหนึ่ง พระสัมมาสัม
อรหันต์แล้วพระมหากัปปินะท่านได้ พุทธเจ้าตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมา
เที่ยวเปล่งอุทานไปตามสถานที่ต่าง ๆ ถามว่า “พระมหากัปปินะ ได้แสดง
ที่ท่านเดินไป ทั้งกลางวันกลางคืนว่า
“สุขจริงหนอ สุขจริงหนอ” ภิกษุทั้งหลาย
เมื่อได้ยินท่านเปล่งอุทานเช่นนั้น จึง
นำความไปกราบทูลให้พระสัมมาสัม-
พุทธเจ้าทรงทราบ
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระ
มหากัปปินะเที่ยวเปล่งอุทานว่า สุข
จริงหนอ สุขจริงหนอ เห็นที่ท่านจะ
นึกถึงความสุขเมื่อครั้งครองราชสมบัติ
อยู่กระมัง”
ธรรมแก่ภิกษุทั้งหลายหรือเปล่า” พวก
ภิกษุกราบทูลว่า
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระ
มหากัปปินะ เป็นผู้มีความขวนขวาย
น้อย เพลิดเพลินอยู่ด้วยความสุขใน
ทิฏฐธรรม ไม่ยอมให้แม้กระทั่งโอวาท
แก่ภิกษุรูปใด” เมื่อได้ฟังดังนั้น พระ
บรมศาสดาจึงมีรับสั่งให้เรียกพระเถระ
มาแล้วตรัสถามว่า
“กัปปินะ ทราบว่าเธอไม่ยอม
พระบรมศาสดาทรงทราบแล้ว ให้แม้กระทั่งโอวาทแก่พวกภิกษุอัน
รับสั่งให้เรียกพระมหากัปปินะมาตรัส
กามว่า
“กับปีนะ ได้ยินว่า เธอเปล่ง
อุทานปรารภสุขในกาม สุขในราช
สมบัติจริงหรือ
พระมหากัปปินะทูลว่า “ข้า
เตวาสิก จริงไหม
“จริง พระเจ้าข้า” พระมหา
กัปปินะกราบทูล
“กับปีนะ เธออย่าท่าอย่างนั้น
เลย ตั้งแต่วันนี้ไป เธอจงแสดงธรรม
แก่พวกภิกษุที่เข้ามาหาเธอ”
แต่พระองค์ผู้เจริญพระผู้มีพระภาคเจ้า พระมหากัปปินะกราบทูลรับ
ย่อมทรงทราบว่า ข้าพระองค์เปล่ง
พระดำรัสของพระบรมศาสดาแล้ว
บารมีมานับแสนกัป ด้วยความมุ่งมั่น
และเพียรพยายามอย่างยิ่งยวด ท่าน
ยังได้เผยแผ่หนทางแห่งการบรรลุถึง
ความเป็นบรมสุขนี้ ไปยังเหล่าภิกษุ
นับพันรูป จนได้บรรลุถึงโดยพร้อม
เพรียงกัน นับเป็นการทำคุณอันเป็น
ประโยชน์ทั้งต่อตนเองและผู้อื่นอย่าง
ดียิ่ง จนได้รับการยกย่องจากพระ
บรมศาสดาให้เป็นเลิศในการให้โอวาท
ภิกษุ สมดังความปรารถนาและความ
เพียรพยายามประกอบเหตุตลอดระยะ
เวลาแห่งการสร้างบารมี ในห้วงวัฏฏ
สงสารอันยาวนาน
หนังสืออ้างง
๑. อสีติมหาสาวกของบรรจบ บรรณรุจิ
๒. พระไตรปิฎก พระสูตรและอรรถกถา
แปล ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่มที่ ๑ ภาคที่
๒ ตอนที่ ๒
๓. พระไตรปิฎก พระสูตรและตรรงกลา
แปล ขุททกนิกาย อปทาน เล่มที่ ๙
๑๐๖ เมษายน ๒๕๕๙ กัลยาณมิตร