ข้อความต้นฉบับในหน้า
นั้น ใต้แผ่นดินก็สว่างหมด เหนือ
หเว ปาตุภวนฺติ ธมฺมา อาดาบีโน
ฌายโต พราหมณสุส เมื่อใดธรรม
ทั้งหลายปรากฏแก่พราหมณ์ผู้มีควาบ
เพียรเพ่งอยู่ วิธูปย์ ดิภูขิติ มารเสน
พราหมณ์นั้นย่อมกำจัดมารและเสนา
มารเสียได้ สูโรว โอภาสยมนตลก-
ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ก็สว่างหมดเห็น ธรรมก็เทียบด้วยอย่างนั้นเหมือนกัน
สว่างตลอดหมด ในถ้ำ ในเหว ใน
ปล่อง ในไส้พุงตับไต เห็นตลอด
หมด ปรากฏอย่างนี้ท่านจึงได้เทียบ
ด้วย สูโรว โอภาสยมนตâกขนฺติ
ขนฺติ ดำรงอยู่เหมือนดวงอาทิตย์ เหมือนดวงอาทิตย์อุทัยขึ้นมา แล้ว
ผุดขึ้นมากำจัดมืด กระทำ อากาศ
กำจัดมีด ท่าอากาศให้สว่าง
ดวง
ซึ่ง
กำจัดมืด ท่า อากาศให้สว่าง ดวง
นี้เป็นอุทานคาถา พระบรม
ศาสดาทรงเทศนา เป็นธรรมอันลึก
ฟังพอดีพอร้ายไม่รู้เรื่อง เมื่อ
เป็นของลึกซึ้งขนาดนี้ละก็ ว่า เอาไว้
ว่าเราจะต้องทำ ให้เป็นเหมือนอย่างนี้
นี่ที่เขาเป็นธรรมกายเขารู้หนา แค่
ให้สว่างฉะนั้น นี้ปรากฏเป็นพระ ธรรมก็ทำให้สว่างยิ่งกว่านั้น สว่าง
นี้เขาเข้าใจทีเดียวว่า อ้อ! ตำรับ
อรหัตแล้ว
ดวงธรรมของพระอรหัตแน ใต้แผ่นดินก็
สว่างหมด เหนือดวงจันทร์คงอาทิตย์ก็
สว่างหมด เหแสว่างตลอดหมด ในถา
ในเหา ในปล่อง ในไส้พุงตับไต เห็น
ตลอดหมด ปรากฎอย่างนี้
อย่างนี้สว่างเป็นพระ
อาทิตย์กลางวันเรื่อยไม่มีค่ำเลย เมื่อ
ในไส้พุงตับไต สว่างหมด ในภูเขา
ดวงอาทิตย์ลองได้แต่ในที่ที่สองได้
ยังไม่ถึงพระอรหัตละก็ยังมีค่ำ ยังมี ในที่ลึกลับเข้าไปในภูเขาเข้าไปส่อง
สว่างอยู่ ถ้าถึงพระอรหัตละก็ไม่มี
ค่ำเลยทีเดียว มีสว่างตลอด เพราะ
ดวงธรรมเต็มที่แล้ว ดวงธรรมที่
ทำให้เป็นพระอรหัต นั่นวัดเส้นผ่า
ศูนย์กลาง ๒๐ วา กลมรอบตัว
ดวงนั้นยิ่งกว่าดวงจันทร์ดวงอาทิตย์
ไปอีก ดวงจันทร์ก็ดี ดวงอาทิตย์ก็ดี
ไม่ได้ ส่วนดวงธรรมส่องเข้าไปได้
ตลอดหมด ท่านจึงได้ยืนยันว่า
นตฺถิ ปญฺญา สมาอาภา แสงสว่าง
ใดเสมอด้วยปัญญาไม่มี ดวงธรรม
นั่นแหละให้เกิดปัญญาสว่าง ไม่มีที่
กำบังอันใดแต่นิดเดียว จะกำบังก็
กำบังไม่ได้ ไม่มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดกำบัง
ส่องให้สว่างในที่ที่ล่องได้ ที่ลึกลับ ได้เลย ส่องสว่างได้ตลอด นี้ท่าน
ลงไปใต้แผ่นดินส่องไม่ได้ ถ้ำคูหา จึงได้ชี้ว่าเหมือนยังกับดวงอาทิตย์ผุด
ขึ้น เหมือนดวงอาทิตย์เกิดขึ้นแล้ว
ลองไม่ถึง ดวงธรรมของพระอรหัต
ก็เป็น
ตำรามีจริงอย่างนี้ เราก็เห็นจริง
เหมือนตำราแล้ว ถูกต้องตามตำรา
แล้ว ผู้ที่ไม่เห็น ไม่เป็นปรากฏ ก็
เท่ากับตาบอด ไปไหนไม่รอด ติด
อยู่แค่กายมนุษย์นี่เอง ดวงธรรมที่
ท่า ให้เป็นกายมนุษย์ก็ไม่เห็นไม่เป็น
กับเขา เมื่อไม่เห็น ไม่เป็นกับเขา
ก็ไม่มีธรรมเป็นเครื่องอยู่
ทุกข์อยู่ร่ำไป ไม่มีสุข ผู้มีธรรมเป็น
เครื่องอยู่ก็เป็นสุข ที่พระพุทธเจ้า
รับสั่งว่า ธมฺมสุขวิหารี ผู้มีธรรม
เป็นเครื่องอยู่เป็นสุข ในปัจจุบัน
ทันตาเห็น ถ้ามีธรรมเป็นเครื่องอยู่
ละก็ เป็นสุขในปัจจุบันทันตาเห็น
เป็นสุขเดี๋ยวนั้น ท่านยืนยันด้วยว่า
อกาลิโก เมื่อเข้าไปถึงดวงธรรมนั้น
แล้ว เป็นสุขเดี๋ยวนั้น ไม่ต้องผัด
กาลเวลา จะได้เลื่อนความสุขมาใน
เวลานั้นในเวลานี้นี่ไม่มี พอถึงก็สุข
ทีเดียว ไปถึงเดี๋ยวนั้นเป็นสุขเดี่ยว
นั้นทีเดียว จึงเรียกว่าอกาลิโก แล้ว
ไม่ใช่เท่านั้น เป็นดวงแจ่มแจ้งกระ
จ่างสว่างกับใจอยู่ อาจจะเรียกบุคคล
ผู้อื่นเข้ามาดูได้ รูปพรรณสัณฐาน
กัลยาณมิตร
4๑๗
กนยายน ๒๕๓๗