ข้อความต้นฉบับในหน้า
1
ซึ่งก็หาเรือได้ยาก ไม่ค่อยจะมีเรือให้เช่า หากหาเรือที่นี่ไม่
ได้ ก็ต้องเลยไปที่งิ้วรายก็พอจะมีเรืออยู่บ้าง
ใช้เวลาเดินทางด้วยเรือหางยาว จากท่าน้ำตรงที่ว่า
การอำเภอนครชัยศรีถึงปากคลองบางอีแท่น เพียงประมาณ
๑๕ นาที เดินเรือเข้าไปอย่างช้าๆ ประมาณ ๓" นาที ก็พ้น
ช่วงคลองบางอีแท่น ไปออกแม่น้ำท่าจีนอีกด้านหนึ่ง
ต"
หากจะเดินทางโดยรถยนต์ ก็มีถนนจากที่ว่าการ
อำเภอนครชัยศรี เลียบแม่น้ำมาจนถึงคลองบางอีแท่น ก็
จะพบสะพานปูนเล็กๆ ข้ามคลองบางอีแท่น
เมื่อท่านพ้นลัดคลองบางอีแทนไปแล้ว จึงได้คิดว่า
ในชีวิตฆราวาส ที่เกิดมาแสวงหาทรัพย์ แล้วก็ไม่ได้อะไร
ตายตามๆ กันไปหมด ตัวท่านเองอายุเพียง ๑๙ ปี ตัด
สินใจไม่แสวงหาทรัพย์อย่างกับคนรุ่นเก่าๆ ท่านตัดสินใจ
แสวงหาธรรมโดยการออกบวช
หลวงพ่อบวชห่มผ้าเหลืองเมื่ออายุได้ย่างเข้า ๒๒ ปี
แต่ท่านกล่าวว่า บวชจริงมาเสียแต่อายุ ๑๙ ปีเศษแล้ว
เมื่อผ่านลัดคลองบางอีแท่นไปนั่นเอง ในครั้งนั้นหลวงพ่อ
ตั้งจิตอธิษฐานว่า
ข้างส่งคลองบางอีแท่นบางแห่ง ทำปูนไว้ตามตลิ่งเพื่อกันน้ำเซาะ
สภาพสองข้างคลองบางอีแท่นยังคงเป็นสวนอยู่บ้าง
สวนส้มก็มี สวนอื่นๆ ก็มี ตอนที่หลวงพ่อแล่นเรือผ่านไป
ขณะนั้นแถวนี้ก็เป็นสวน แต่คลองคงจะแคบกว่าปัจจุบัน
ซึ่งปัจจุบันมีความกว้างประมาณ
บายสภาพคลองไว้ในบันทึกประวัติชีวิตของท่านว่า
ตอ
เมตร หลวงพ่ออธิ
“แต่พอเข้าสัดไปเล็กน้อยก็มาคิดแต่ในใจของตัวว่า
คลองก็เล็ก โจรก็ร้าย ท้ายเรือก็เข้าไส้ลี่ยสับฝั่ง ไม่ต่ำไม่
สูงกว่าสันเท่าไรนัก น่าหวาดเสียวอันตราย....”
อีกตอนหนึ่ง กล่าวว่า
“...ใกล้จะออกจากสัดเต็มที่ น่า ก็ขึ้น เรือข้าวที่หนัก
ก็ตามหัวน้ำขึ้นสวนเข้ามาประฆังสันแน่น จีนก็ส่งเสียงแต่ว่า
ตู้ว่า ๆ ประฆังสันแน่น ออกก็ไม่ได้ เข้าไปก็ไม่ได้ น่าก็
น้อย เลยต่างฝ่ายต่างก็นักหลักกรานหน้าจอดสันนิ่งอยู่...”
“ขออย่าให้เราตายเสียก่อน ขอให้บวชเสียก่อนเถิด
ถ้าบวชแล้วไม่มีกจนตลอดชีวิต...”
คลองสายนี้ หลายคนก็ผ่าน หลายคนก็เผชิญกับ
อันตราย แต่มีเพียงคนเดียวที่ได้คิด จะออกบวช และพบ
ธรรมที่แท้จริงของพระพุทธเจ้า นำ มาสั่งสอนให้แก่ชาวโลก
เป็นเพราะบุญบารมีที่ท่านสั่งสมอบรมมานับภพชาติไม่ล้วน
สอนให้ท่านได้คิด แม้มีชีวิตยังน้อยแค่ ๑๗ ปี ก็ไม่ได้
ประมาทมัวเมาในชีวิตอย่างวัยรุ่นทั่วๆ ไป คิดๆ ดูแล้วก็
ให้เกิดความรู้สึกเลื่อมใสศรัทธาในหลวงพ่อมากยิ่งขึ้น
กนยายน ๒๕๓๙๗
กัลยาณมิตร
๓๑