ข้อความต้นฉบับในหน้า
โบนัสขวิด
ต่อจากหน้า ๔๔
รัฐและเอกชนส่วนใหญ่ ได้ถือเป็นระเบียบแบบแผนมาช้า
นานแล้วว่า ให้เกษียณเมื่ออายุ ๖๐ ปี โดยทางราชการถือ
เอาเดือนกันยายนเป็นเดือนสุดท้ายในการรับราชการ ส่วน
ภาคเอกชนนั้นถือเอาเดือนธันวาคมเป็นเดือนสุดท้ายในการ
เกษียณอายุการทำงาน
ชีวิตหลังเกษียณ
เรื่องของการใช้ชีวิตหลังเกษียณนั้น เป็นเรื่องที่ถูก
มองต่างมุมกันมานาน บางท่านก็ถือว่าเป็นเรื่องดี มีการ
เตรียมกายเตรียมใจสำหรับการใช้ชีวิตหลังเกษียณไว้พร้อม
ล่วงหน้าแล้ว ในขณะที่หลายท่านยอมรับว่าทำใจได้ลำบาก
ยังไม่อยากเกษียณเลย เพราะเห็นว่าตัวเองยังมีกำลังวังชา
ยังสามารถทำประโยชน์ต่อไปอีกได้ ฉะนั้น ถ้าเกษียณจาก
ที่เก่าแล้วก็จะหางานอื่นทำต่อไปจนกว่าจะหมดกำลัง เรื่อง
ที่จะให้ไปอยู่เฉยๆ กับลูกหลานที่บ้าน หรือเข้าวัดวาหลัง
เกษียณนั้นไม่เอาแน่
ยิ่งกว่านั้น บางท่านยังดิ้นรนที่จะขอต่ออายุ ยืดอายุ
การทำงานต่อไปทีละปีสองปีบ้าง ซึ่งเรื่องอย่างนี้แม้ทาง
ราชการเองก็ออกมาขานรับอยู่เสมอ ๆ โดยแถลงว่าการต่อ
อายุราชการให้แก่บุคคลบางคน หรือบุคคลบางประเภท
เป็นสิ่งที่มีความจําเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากบุคคลเหล่านั้น
เป็นบุคคลที่มีคุณค่าแก่แผ่นดิน สมควรที่จะให้ท่านได้ทำ
งานรับใช้ราชการบ้านเมืองต่อไป อะไรทำนองนี้
อย่างเช่น เมื่อหลายปีมาแล้ว มีรัฐบาลชุดหนึ่ง ซึ่ง
ปรากฏว่า คณะรัฐมนตรีในรัฐบาลชุดนี้ได้มีมติเห็นชอบที่
จะหาทางดำเนินการขยายเวลารับราชการบางสายงานออกไป
อีก ๕ ปี คือให้เกษียณเมื่ออายุ ๒๕ ปี เพื่อแก้ปัญหา
ขาดแคลนบุคลากรในสายงานนั้นๆ โดยท่านนายกรัฐมนตรี
ในสมัยนั้นได้ออกมาแถลงว่า รู้สึกเสียดายที่จะปล่อยให้
ข้าราชการเหล่านี้เกษียณอายุราชการออกไปอยู่บ้านเฉยๆใน
ขณะที่ยังแข็งแรงพอที่จะทำงานได้ จึงได้มอบหมายให้ทาง
กระทรวงต้นสังกัดไปพิจารณากำหนดหลักเกณฑ์เงื่อนไขใน
การต่ออายุข้าราชการเหล่านี้ เพื่อเป็นการนำทรัพยากร
บุคคลมาใช้ให้เป็นประโยชน์อย่างเต็มที่ และถ้าไม่สามารถ
ขยายอายุราชการต่อไปอีก ๕ ปีได้ ก็ให้ใช้วิธีจัดจ้างเป็น
กรณีพิเศษแทน
จากถ้อยแถลงดังกล่าวของนายกรัฐมนตรีท่านนี้ ก็
ต้องยอมรับว่า รัฐบาลของท่านมีเจตนาดีในการแก้ไขปัญหา
แต่ทว่าไม่น่าเห็นด้วยกับการแก้ไขปัญหาด้วยวิธีดังกล่าว
เพราะหากมีการยึดอายุราชการให้แก่ข้าราชการเหล่า
นี้ออกไปอีก ๕ ปี อาจจะก่อให้เกิดปัญหาอีกหลายอย่าง
ตามมา เช่น เป็นการปิดกั้นโอกาสของคนรุ่นหลังๆ ที่จะได้
เลื่อนชั้นเติบโตขึ้นมาแทนบ้าง ตลอดจนทำให้เกิดความ
เหลื่อมล้ำกับข้าราชการสายอื่นๆ ด้วย เพราะคงเป็นเรื่อง
ยากที่จะหาข้อยุติว่างานลายไหนสำคัญกว่ากัน ซึ่งในที่สุด
ก็คงจะต้องลงเอยด้วยการต่ออายุราชการกันทุกสายงานนัน
แหละ จึงจะเป็นการยุติธรรมแก่ทุกฝ่าย
การได้ต่ออายุราชการนั้น หากมองกันอย่างผิวเผิน
ด้วยสายตาของชาวโลกทั่วไปแล้ว ก็คงจะเห็นว่า เป็นเรื่อง
ที่น่ายินดี คืออย่างน้อยอาจทําให้ผู้ที่ได้รับการต่ออายุการ
ทำงานออกไปเกิดความภาคภูมิใจในความสำคัญของตนที่มี
ต่อชาติบ้านเมือง
แต่หากจะมองกันด้วยสายตาของบัณฑิต หรือของ
คนที่รู้จักคิดกันแล้วย่อมจะเห็นว่า ลาภ ยศ ตำแหน่ง เหล่า
นี้ คือเครื่องพันธนาการที่ควรจะต้องหาทางปลดเปลื้องสลัด
ทิ้งออกไปให้เร็วที่สุด ไม่ควรทำให้ชีวิตนี้เป็นชีวิตที่เต็มไป
ด้วยภาระ และต้องทุกข์ทนกับการดิ้นรนไขว่คว้าจนกระทั่ง
ถึงวาระสุดท้ายของชีวิต
งานหลักของชีวิต
คนเราเกิดมาทั้งที ต้องรู้จักทำชีวิตให้มีคุณค่า ซึ่ง
กัลยาณมิตร ๕๐
กนยายน ๒๕๓๙