ข้อความต้นฉบับในหน้า
การให้ต้องเกิดจากใจที่ใหญ่พอ ใจที่พร้อมจะหาวิถีทางสร้าง
ความสุขให้เกิดแก่ผู้อื่น ถ่ายทอดความสุขที่ล้นจากหัวใจ
หนึ่งลู่อีกหัวใจหนึ่ง จึงกล่าวได้ว่า "ผู้ให้" คือผู้ที่มีความสุข
เหลือเฟือ ส่วนคนตระหนี่นั้นมักมีหัวใจที่คับแคบ แท้งแล้ง
ไร้น้ำใจหล่อเลี้ยง เห็นความสุขของผู้อื่นเป็นสิ่งแสลงใจ
จึงเกิดความ
ยิ่งไม่อยากให้ยิ่งระแวงเพราะกลัวการสูญเสีย
ทุกข์จากการรังแกหัวใจตัวเอง
การให้ อาจจับต้องได้ในสิ่งของที่มอบแก่กัน อาจให้
ความรู้เพื่อเพิ่มพูนปัญญาแก่ทั้งผู้ให้และผู้รับ อาจให้ธรรมะ
รู้ (วิทยาทาน) การให้ธรรมะ (ธรรมทาน) การไม่ถือโกรธ
(อภัยทาน) ดูผิวเผินแล้วคล้ายว่า ผู้ให้คือฝ่ายที่ต้องสูญเสีย
เพราะเป็นฝ่ายต้องสละ แต่ความจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่ ใน
เรื่องการให้นี้ยังมีผู้คนอีกมากมายที่เข้าใจผิดว่า หากดำรง
ตนเป็นผู้เสียสละแล้วจะรู้สึกเหมือนเป็นผู้เสียเปรียบ เพราะ
โดยรูปธรรมซึ่งสังเกตได้ง่ายกว่านามธรรมปรากฏเป็นเช่นนั้น
แต่สําหรับผู้ที่ศึกษาพุทธศาสนาแล้ว ย่อมรู้ดีว่ายิ่งให้จะยิ่ง
ได้.... รสแห่งความสุขที่เกิดจากการเป็นผู้ให้ด้วนน่าประทับใจ
ทงสน
เพื่อเสริมสุขแก่ใจของผู้อื่น เพื่อเป็นที่พึ่งพิงแก่ชีวิตของเขา
เหล่านั้น หรือแม้แต่การให้อภัยกัน ไม่ถือสาในความพลั้ง
เผลอที่บังเอิญมากระทบกระทั่งความเป็นส่วนบุคคล กระทั่ง
การให้ "รอยยิ้ม" ที่สื่อถึงความรู้สึกดีๆ ซึ่งผู้รับสามารถซึม
ซับสัมผัสรู้ จนอดที่จะยิ้มตอบไม่ได้ และนั่นก็คือ สะพาน
สัมพันธไมตรีเบื้องต้น ที่ปูลาดไว้ให้มิตรภาพได้เดินม่าน น่า
ความผาสุกมาให้ผู้เป็นเจ้าของรอยยิ้ม
ทานที่ให้...ใบอันตรธาน
ไม่ว่าจะเป็น การให้สิ่งของ (วัตถุทาน) การให้ความ
กัลยาณมิตร ()
ผู้ให้ชื่อว่าได้ตัดความตระหนี่ออกจากใจ เป็นผู้ฉลาด
เปลี่ยนทรัพย์สมบัติให้เป็นอริยทรัพย์ เป็นบุญ ซึ่งเป็นทรัพย์
เพียงอย่างเดียวที่เราสามารถน่าติดตัวไปได้ ในการเดินทาง
ข้ามวัฏฏสงสาร
ผู้ให้ย่อมได้รับปีติเป็นเครื่องตอบแทนในทันที ไม่ว่า
จะเป็นการทำ บุญ กระแสบุญที่เกิดก็หล่อเลี้ยงจิตใจให้ซุ่ม
เย็น การให้ทรัพย์สิ่งของแก่ผู้เดือดร้อน ช่วยทำ ให้ผู้อื่น
คลายทุกข์ เป็นสุขได้ ผู้ให้ก็พลอยเป็นสุขไปด้วย
ผู้ให้ความรู้แก่ผู้อื่น ย่อมต้องมีความรู้และเชื่อมั่นใน
ความรู้ของตน จึงกล้าให้ด้วยความรับผิดชอบในความถูก
กนยายน ๒๕๓๗