ข้อความต้นฉบับในหน้า
00
มันจะเสียแล้ว หมดวันเสียแล้ว ถึงวันเท่านั้น รักษา
ได้ก็สมาทานอุโบสถทีเดียว
เมื่อสมาทานอุโบสถเรียบร้อยแล้ว พอค่ำๆ ตอน
ดึก ๆ หน่อย เอ้า ปวดท้องเข้าแล้ว เพราะอ้ายท้องมันหัว
เพราะทำงานเหนื่อยมาก มันแสบท้อง มันหิวเต็มที่ แม่ครัว
ก็ไปบอกท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีว่า บุรุษที่รักษาศิลปวด
ท้องเสียแล้วเพราะความหัว ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีก็บอก
แก่แม่ครัวว่า ทำน้ำอัฏฐบาน” ให้ดื่มเสีย แม่ครัวก็จัดแจง
ทำน้ำอัฏฐบานมาให้ บุรุษนั้นไม่ยอมดื่ม แล้วกล่าวว่า
“ท่านทำไมไม่ดื่มบ้างล่ะ"
“ฉันไม่ได้เป็นอะไรนี่ จะไปดื่มทำไมล่ะ ท่านเป็นโรค
ดื่มน้ำอัฏฐบานเสีย โรคปวดท้องจะได้หาย
บุรุษนั้นจะดื่ม ก็ศิลของตัวถึงวันเท่านั้น กลัวจะเป็น
อันตรายแก่ผล กลัวศีลจะไม่บริสุทธิ์ จึงพูดว่า
“เมื่อท่านไม่ดื่ม ฉันก็ไม่ดื่ม ตายก็ตายไปเถิด เป็น
อะไรก็เป็นไป ไม่ดื่มเหมือนกัน”
ก็ทนต่อไป พอตกตอนดึก ๆ เข้าก็ปวดท้องเต็มที่
พอรุ่งเช้าขึ้นเต็มที่ จะตายอยู่แล้ว จวนตายเต็มที่ ก็พอดี
พระเจ้าปเสนทิโกศลเสด็จผ่านไปทางนั้น พอใกล้จะตาย
เห็นพระเจ้าปเสนทิโกศล นึกในใจว่า “ด้วยบุญกุศลของเรา
ที่ได้รักษาดีลกึ่งวันนี้ ขอให้ได้ไปเกิดเป็นพระราชโอรสพระเจ้า
ปเสนทิโกศลเถิด” พออธิษฐานใจดังนั้นก็แตกกายทำลาย
ขันธ์จากอัตภาพร่างกาย เข้าไปอยู่ในศูนย์กลางกายของ
พระเจ้าปเสนทิโกศล ลูกไปเกิดในท้องพ่อ เข้าไปทางช่อง
จมูกขวา ไปอยู่ที่ศูนย์กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์
ของพระเจ้าปเสนทิโกศล พอถึงเวลาพระเจ้าปเสนทิโกศล
ก็ประกอบธาตุธรรมถูกส่วนอยู่ร่วมกับพระมเหสีถูกส่วนเข้า
บังคับกายสัมภเวสีนั้นตกศูนย์ ก็ออกจากท้องพระเจ้าปเสน
ทิโกศล ออกทางจมูกขวา เข้าทางจมูกซ้ายของมารดา ไป
เป็นกลลรูปติดที่ขั้วมดลูกในท้องของพระมเหสี เหมือนกับ
* น้ำปานะ คือน้ำที่คั้นจากผลไม้ 4 อย่าง
ที่มีพระพุทธานุญาต
ให้ฉันได้ ชั่วระยะวันหนึ่งกับคืนหนึ่ง ปานะทั้ง 5 ได้แก่ น้ำมะม่วง
น้ำชมพู่หรือน้ำหว้า, น้ำกล้วยมีเม็ด, น้ำกล้วยไม่มีเม็ด, น้ำมะทราง
น้ำลูกจันทน์หรือองุ่น, น้ำเหง้าอุบล, น้ำมะปรางหรือลิ้นจี่
อนาถปิณฑิกเศรษฐีอุ้มเด็กกุมารส่งให้ภรรยาเลี้ยงไว้ในท้อง
พอเจริญครบ ๑๐ เดือนก็ประสูติออกมาเป็นราชกุมาร เป็น
โอรสของพระเจ้าปเสนทิโกศล รักษาศีลกึ่งวันเท่านั้นได้เป็น
พระเจ้าแผ่นดินแล้ว ก็ได้เสวยราชสมบัติสืบต่อจากพระเจ้า
ปเสนทิโกศลเมื่อพระเจ้าปเสนทิโกศลเสด็จสวรรคตแล้ว นี่
เป็นปุพเพกตปุญญตาอย่างนี้ เขาทำความดีไว้ เขาได้รักษา
ศีลจริง ๆ ศีลบริสุทธิ์จริง ๆ ยอมตายไม่ให้ศีลเป็นอันตราย
นี่เขาเรียกว่าปุพเพกตปุญญตา ทำความดีอย่างนี้ก็ได้เกิด
เป็นพระเจ้าแผ่นดินปรากฏอย่างนี้
ไม่ใช่แต่เท่านั้น เหมือนดังราชเทวธิดาเฝ้าไร่ข้าวสาลี
เมื่อเห็นพระมหาอริยกัสสปะเดินทางมา มีศรัทธาเลื่อมใส
เข้าไปในท้องนา ไปเอาข้าวดอกที่ตัวเตรียมเอาไปไว้สำหรับ
รับประทานในกลางวัน เอาออกมาคอยอยู่ พอพระคุณเจ้า
พระมหาอริยกัสสปะมาใกล้
“ติฏฺฐถ ภนฺเต นิมนต์โปรดก่อนเจ้าค่ะ”
พระมหาอริยกัสสปะก็รออยู่ นางก็เอาข้าวตอก
ยกมือขึ้นทูนศีรษะ แล้วขออาราธนาพระคุณเจ้าเปิดบาตร
พระคุณเจ้าก็เปิดบาตร นางก็ใส่ข้าวตอกลงไปครึ่งวัน ท่าน
ก็ปิดบาตร พอครึ่งวันก็ปิดบาตรเสียแล้ว นี่เขาเรียกว่า
รู้จักประมาณในการรับ เขาให้ละก็รับเรื่อยเปื่อยไปมันก็
เดือดร้อนนะซิ เขาก็รับประทานเหมือนกัน ให้เขาครึ่ง เอาครึ่ง
เอาข้าวตอกครึ่งเดียวปิดบาตรทันทีเสียแล้ว นางนั้นนั่งลง
ยกมือขึ้นไหว้ว่า
“ปรโลก สงฺคห์ กโรล ขอนิมนต์พระคุณเจ้าโปรด
ฉันข้างหน้าเถิด โลกนี้อย่าโปรดเลย โปรดโลกหน้าเถิด”
พระมหาอริยกัสสปะก็เปิดบาตร นางก็ใส่ข้าวตอกหมด
ดอกดีใจ ปลื้มอกปลื้มใจ พระมหาอริยกัสสปะท่านรับ
ข้าวตอกแล้วท่านก็เลยไป เดินทางไปตามคันนา นางก็ตาม
ส่งพระผู้เป็นเจ้ามหาอริยกัสสปะไปถึงคันนาตอนหญ้ารกปก
คลุม อสรพิษมันอยู่ในที่นั้น พระมหาอริยกัสสปะเดิน
ไปข้างหน้ามันก็ไม่ได้กัด เมื่อนางเดินผ่านไปมันก็ออกจาก
ปล่องขบเอาแข้งนางล้มลง ณ ที่นั้น สุปปพุทโธ วัย ดุจดัง
ราวกับว่าตื่นจากหลับ สุวณฺณวิมาเน อุปปัชชี ก็บังเกิดใน
วิมานทอง ห้อยย้อยไปด้วยสายข้าวตอกในชายวิมานงดงาม
ยิ่งนักหนา เมื่อลมทิพย์พัดมาอ่อน ๆ ดังประหนึ่งปัญจางค
ดุริยางค์ดนตรี ไพเราะเสนาะสนานประสานเสียง นางก็นึก
Kalyanamitra.org