ข้อความต้นฉบับในหน้า
บ่ายวันหนึ่ง อากาศค่อนข้าง
ร้อนอบอ้าว ดังนั้นพอสรงน้ำเสร็จ
มากที่สุดเท่าที่จะทำได้นั่นแหละครับ”
สามเณรเพชรตอบ
“ถ้าอย่างนั้นก็นับว่าเป็นความตั้งใจ
สุพจน์อีกต่อไป
ด้วยเหตุนี้ หลวงพี่จึงเกิดสำนึกขึ้น
มาได้และพยายามกลับเนื้อกลับตัวเสีย
ที่ดี” ท่านมหาสุพจน์พยักยิ้มอย่างยินดี ใหม่ ข้อสำคัญก็คือกลัวว่าหลวงพ่อท่าน
พร้อมกับถือโอกาสเล่าชีวิตแต่หนหลังให้
สามเณรเพชรก็คว้าหนังสือธรรมะ
เล่มหนึ่งติดมือออกมา หวังจะไปนั่ง
อ่านทบทวนที่ม้าหินใต้ต้นจำปีด้าน
หลังกุฏิ ซึ่งเป็นมุมสงบร่มรื่นที่อยู่ใกล้
ฟังว่า
ที่สุดในบริเวณนั้น
เมื่อไปถึงก็พบว่าท่านมหาสุพจน์
กำลังนั่งพักผ่อนอยู่ก่อนแล้ว เมื่อท่านเห็น
สามเณรเพชรถือหนังสือติดมือมาด้วยจึง
ได้ยิ้มให้พร้อมกับเอ่ยทักทายว่า
“เณรนี่ขยันดีนะ แม้อากาศจะร้อนก็
ไม่เห็นแก่นอน อุตส่าห์ขวนขวายศึกษา
ธรรมะอยู่ตลอดเวลา”
“ก็หลวงพ่อท่านสั่งห้ามนอนกลาง
วันอย่างเด็ดขาดนี้ครับหลวงพี่ ท่านบอก
ว่าผมมีเวลาบวชเพียงเดือนเศษ ๆ ถ้าเอา
แต่กินกับนอนผลที่สุดก็จะไม่ได้อะไร เสีย
เวลามาบวชเปล่า ๆ อากาศร้อนอย่างนี้
ถ้าผมขึ้นอยู่ในกุฏิมีหวังหลับเหมือนกัน
ถึงได้ออกมาข้างนอกนี่แหละครับ”
สามเณรเพชรตอบ
“ดีแล้วที่ตั้งใจเชื่อฟังคำสั่งของ
หลวงพ่อ คิดดูก็น่าแปลกดีเหมือนกันนะ
เพราะหลวงพี่จำได้ว่า แต่ก่อนนั้นโยมพ่อ
ของเณร เคยบอกไว้เหมือนกันว่ามีลูกชาย
คนหนึ่งคือเหลือเกิน พอรู้ข่าวว่าจะต้อง
มาเป็นผู้ดูแลเณร หลวงพี่จึงรู้สึกหนักใจ
อยู่มิใช่น้อย ครั้นมาพบตัวจริงเข้ากลับ
กลายเป็นตรงกันข้ามกับข่าวที่เคยได้ยิน
ได้ฟังมา” ท่านมหาสุพจน์กล่าวพร้อมกับ
หัวเราะเบาๆ
“แต่ก่อนนี้ผมเป็นอย่างนั้นจริง ๆ
ครับหลวงพี่ ที่มาบวชเณรนี่ก็หวังจะมา
กำจัดความดื้อของตัวเอง ให้ลดลงไปให้
“แต่ก่อนนั้นเมื่อสมัยยังเป็นเณร
รุ่นราวคราวเดียวกับเณรเพชรนี้แหละ
หลวงพี่เองก็ทั้งดื้อทั้งซน จึงถูกหลวงพ่อ
ลงโทษมากกว่าใครเพื่อน จนในที่สุดวัน
หนึ่งหลังจากที่โดนทำโทษแล้ว ท่านสั่ง
ให้ไปเปลี่ยนชื่อเสียใหม่ บอกว่าชื่ออะไรก็
ได้ที่ไม่ใช่ชื่อ สุพจน์ ก็เลยเกิดความ
สงสัยและกราบเรียนถามท่านไปว่าทำไม
จะต้องเปลี่ยนชื่อด้วย ชื่อเก่าเป็นกาลกิณี
หรืออย่างไร ท่านก็เอ็ดเอาว่าชื่อมิได้เป็น
กาลกิณี แต่ความประพฤติต่างหากที่เป็น
กาลกิณีกับชื่อ
และท่านก็ได้ย้อนถามกลับมาว่า
รู้หรือไม่ซื่อตัวเองแปลว่าอะไร ก็ตอบท่าน
ไปตามตรงว่าไม่รู้ ท่านจึงได้เฉลยให้ฟัง
ว่า คำว่าสุพจน์นั้นแผลงมาจากคำบาลี
ว่า โสวจัสสตา แปลว่า คนว่าง่ายหรือ
ความว่าง่าย ฉะนั้นถ้าเรายังขึ้นเป็นคน
คือว่ายากอยู่อย่างนี้ ก็ไม่สมควรใช้ชื่อ
จะมาเปลี่ยนชื่อให้เราจริง ๆ โถ ชื่อของ
ใคร ๆ ก็รักก็หวง จะยอมให้ถูกเปลี่ยน
ชื่อง่าย ๆ ได้อย่างไร” ท่านมหาเล่าจบ
พร้อมกับหัวเราะด้วยความขบขันในอดีต
ที่ผ่านมา
“แล้วคนเช่นไรจึงจะเรียกว่าเป็นคน
ว่าง่ายครับหลวงพี่” สามเณรเพชรถาม
ด้วยความอยากรู้และก็ได้รับคำตอบว่า
“คนที่ว่าง่ายคือ คนที่อดทนต่อ
คำสั่งสอน และทำตามคำสั่งสอนอัน
ชอบธรรมนั้นด้วยความเคารพ อ่อน
น้อม ไม่คัดค้าน ไม่แก้ตัว ไม่โต้ตอบ
โดยประการใด ๆ ทั้งสิ้น” ท่านมหา
สุพจน์กล่าวสรุปพร้อมกับอธิบายต่อไปว่า
“สำหรับคนว่าง่ายนั้นจะมีอาการ
พอสังเกตได้ ๓ อย่างคือ
๑.รับฟังคำสั่งสอนด้วยดี หมาย
ความว่า เป็นคนมีลักษณะใคร่จะฟัง
สนใจอยากศึกษาให้รู้ในสิ่งที่ไม่รู้ และให้
เข้าใจแจ่มแจ้งในสิ่งที่รู้แล้ว เป็นผู้ที่ยิน
ยอมรับคำสอนโดยเอื้อเฟื้อ และน้อมใจรับ
ฟังคำสอนด้วยความเบิกบาน
๒. รับทำตามด้วยดี หมายความ
ว่า เมื่อได้ยินได้ฟังคำสอนที่ดีและได้
พิจารณาไตร่ตรองแล้วว่าเป็นคำสอนที่ดี
มีประโยชน์จริงแล้ว ก็เต็มใจที่จะทำตาม
โดยไม่มีอาการรีรออิดเอื้อนหรือไว้เชิง
แต่อย่างใด
๓.
รับรู้คุณของผู้สอนด้วยดี
หมายความว่า นอกจากจะรับฟังคำสั่ง
สอนและทำตามคำสั่งสอนด้วยดีแล้ว
ยังรำลึกคุณของผู้ให้คำสอนอีกด้วย ไม่ว่า
เขาผู้นั้นจะอยู่ในฐานะใด ๆ ก็ตามก็จะ
๑๒๒
Kalyanamitra.org