การเรียนและการกำหนดชีวิต วารสารกัลยาณมิตร ปี 2530 ฉบับที่ 4 หน้า 89
หน้าที่ 89 / 140

สรุปเนื้อหา

เรียนฝึกหัดครูที่วิทยาลัยครูสวนสุนันทา นี่แหละหลานเป็นเหตุบังเอิญอีกแล้ว” จริงด้วยนะคะ คุณป้าถูกกำหนดชีวิต ไว้จริง ๆ จึงไม่ได้ดังที่ต้องการ ๆ “ในตอนนั้น ป้ายังไม่สิ้นหวังนัก คิดว่ามาเรียนไว้ก่อน พอมีโอกาสก็จะ ดิ้นรนเรียนเป็นหมอให้ได้ แต่ก็หมดหวัง ในเวลาต่อมา เพราะการเรียนโดยรับ เงินทุนจากทางราชการ มีสัญญาต้อง ชดใช้หนี้ถ้าเราบิดพริ้วไม่ยอมเป็นครู เมื่อเรียนจบ นี่ถือเป็นเรื่องบังเอิญอีกเรื่องหนึ่งแล้ว สินะคะ ที่ชีวิตของคุณป้าถูกกำหนดให้ มาเป็นครู “ใช่จ้ะ เมื่อป้าเรียนจบ ๓ ปีใน สมัยนั้น ยังได้ทุนต่ออีก ๒ ปี แต่ป้า ไปสอบเข้าที่มหาวิทยาลัยได้ จึงขอย้าย ที่เรียน ทางกรมการฝึกหัดครูยินยอม ให้เรียนเพียง ๒ คณะ คืออักษรศาสตร์ หรือวิทยาศาสตร์ ป่าเข้าศึกษาต่อใน คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหา วิทยาลัย ได้ศึ

หัวข้อประเด็น

- การเรียนและการกำหนดชีวิต

ข้อความต้นฉบับในหน้า

เรียนฝึกหัดครูที่วิทยาลัยครูสวนสุนันทา นี่แหละหลานเป็นเหตุบังเอิญอีกแล้ว” จริงด้วยนะคะ คุณป้าถูกกำหนดชีวิต ไว้จริง ๆ จึงไม่ได้ดังที่ต้องการ ๆ “ในตอนนั้น ป้ายังไม่สิ้นหวังนัก คิดว่ามาเรียนไว้ก่อน พอมีโอกาสก็จะ ดิ้นรนเรียนเป็นหมอให้ได้ แต่ก็หมดหวัง ในเวลาต่อมา เพราะการเรียนโดยรับ เงินทุนจากทางราชการ มีสัญญาต้อง ชดใช้หนี้ถ้าเราบิดพริ้วไม่ยอมเป็นครู เมื่อเรียนจบ นี่ถือเป็นเรื่องบังเอิญอีกเรื่องหนึ่งแล้ว สินะคะ ที่ชีวิตของคุณป้าถูกกำหนดให้ มาเป็นครู “ใช่จ้ะ เมื่อป้าเรียนจบ ๓ ปีใน สมัยนั้น ยังได้ทุนต่ออีก ๒ ปี แต่ป้า ไปสอบเข้าที่มหาวิทยาลัยได้ จึงขอย้าย ที่เรียน ทางกรมการฝึกหัดครูยินยอม ให้เรียนเพียง ๒ คณะ คืออักษรศาสตร์ หรือวิทยาศาสตร์ ป่าเข้าศึกษาต่อใน คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหา วิทยาลัย ได้ศึกษาวิชาที่ไม่ชอบนักอยู่ 6 วิชา คือ ภาษาบาลี และสันสกฤต รวมทั้งอักษรเทวนาครี แต่ก็ช่างบังเอิญ อีกน่ะแหละ พอถึงชั่วโมงวิชาเหล่านี้ เพื่อน ที่มีสตางค์มักจะชวนกันไปดู หนัง ไปซื้อของ เรียกว่าหนีเรียนกันเป็น ประจํา สําหรับป่า ถือว่าตนเองเป็น คนจน ไม่มีเงินเหลือเฟือ เวลาทางคณะ เก็บเงินค่ากิจกรรมอะไร 1 ป่าต้องอด ข้าวกลางวันเป็นประจำ บางทีก็ใช้วิธี ซื้อกล้วยน้ำว้าซ่อนไว้ในตะกร้าหนังสือ พอเพื่อนออกไปกินข้าวกลางวันที่โรง อาหารกันหมด ป่าก็ได้อาศัยกินกล้วย สมัยนั้นกล้วยหวีละสลึงเดียว เพื่อน ๆ ที่หนีเรียนมักจะกำชับป้า ให้เรียนให้ดี เพราะเขาจะต้องให้ป้าสอน ต่อให้พวกเขา หรือมิฉะนั้นก็ต้องให้เขา ยืมตำรา ป้าจึงต้องเรียนด้วยความ จำเป็น เรียกว่าจำใจเรียน” หลานเข้าใจแล้ว แรก ๆ สงสัยว่าทำไม ๆ คุณป้ารู้ศัพท์ภาษาบาลี สันสกฤตมาก พูดได้คล่องผิดสังเกต “แล้วหลานคิดว่าเรื่องเรียนวิชา เหล่านี้เป็นความบังเอิญอีกรึเปล่า” เป็นแน่นอนค่ะ เพื่อคุณป้าจะได้เตรียม ตัวคึกษาพระไตรปิฎก และข้อธรรม ต่าง ๆ ซึ่งล้วนแต่มาจากภาษาบาลี ทั้งสิ้น “ไม่แค่นั้นนะหลาน เวลาว่าง จากการศึกษาป้ายังรับจ้างสอนหนังสือ ให้เด็กชั้นมัธยมบ้าง ชั้นอาชีวศึกษา บ้าง เป็นการซ้อมความเป็นครูดี ๆ นี่เอง ในสมัยนั้นไม่มีการศึกษาระดับ ปริญญาโทในประเทศ ป้าจึงเรียนครุ ศาสตร์ เพิ่มเติมอีกแขนงวิชาหนึ่ง ในขณะเรียนอยู่ในระดับอุดมศึกษา นี้เอง เพื่อน ๆ บางส่วนของป้าสนใจ ลัทธิคอมมิวนิสต์ ป้าก็พลอยได้ยินได้ฟัง และแอบเลื่อมใสอยู่บ้าง ประกอบกับ เพื่อนสนิทของป้า ๒ คน คนหนึ่งเป็น ผู้หญิงสวยมาก มีคู่หมั้นเป็นนายร้อย ทหาร กลับต้องถูกอิทธิพลนักการเมือง ในสมัยนั้นบีบบังคับเอาไปเป็นอนุภรรยา อีกคนหนึ่งเป็นชาย พ่อของเขาถูกนัก การเมืองพวกเดียวกันกับคนแรกใช้ อิทธิพลจับตัวไปเผาไฟตายทั้งเป็น การ เมืองในยุคนั้นเหลวแหลกมาก ทั้งนัก ศึกษาและประชาชนพากันเกลียดชัง ลัทธิคอมมิวนิสต์จึงเผยแพร่ไปได้กว้าง ขวางรวดเร็ว ป้าก็พลอยสนใจด้วย แต่ มิได้ทุ่มเทเต็มที่เหมือนเพื่อนบางคน เพราะป้าเห็นว่าลัทธินี้ไม่นับถือพ่อแม่ แต่ป้ารักพ่อแม่มาก ป้าจะต้องเรียน ให้จบมีอาชีพเป็นหลักฐาน จะได้เป็น ที่พึ่งของน้องอีกสองคน ป้าจึงเป็น เพียงคนสนใจ แต่มิได้เข้าไปร่วมใน กิจกรรม หรือสมัครเข้ารับการอบรมแต่ อย่างใด จนกระทั่งเรียนจบทั้งสอง ปริญญา จึงได้เกิดเรื่องบังเอิญขึ้นอีก ตอนนั้นคุณป้าก็ออกทำงานแล้วสินะคะ “ใช่จ๊ะ ป้าขอร้องต่อผู้บังคับ บัญชาให้ส่งป้าออกไปทำงานที่บ้านเดิม ขอเป็นครูอยู่ในโรงเรียนประชาบาลที่ คุณพ่อคุณแม่เคยเป็น แต่ไม่ได้รับอนุญาต ถูกอ้างว่าเป็นคนมีปริญญาให้อยู่ใน กรุงเทพฯ วันหนึ่ง ป้านั่งรถส่วนตัวของเพื่อน คนที่พ่อของเขาถูกเผาทั้งเป็นนั่นแหละ เราไปธุระเรื่องราชการกัน ๓ คนที่อำเภอ บางกะปิ ตอนขากลับฝนตกหนักมาก ถนนจากอำเภอนั้นเข้ากรุงเทพฯ ยาว ประมาณ ๑๐ กิโลเมตรเศษ สองข้าง ทางไม่มีบ้านผู้คนตั้งอยู่เลย มีแต่ทุ่งนา โล่ง ๆ ตอนนั้นที่ข้างถนนมีพระภิกษุ รูปหนึ่งท่านเดินตากฝนมุ่งหน้ามาทาง เดียวกับเรา ในรถของเรามีที่ว่างพอที่ จะรับท่านขึ้นนั่งได้ ทั้งคนขับก็เป็นผู้ชาย แต่เราทั้งสามคนกลับไม่ยอมรับ คิดเห็น ตรงกันตามหลักการของลัทธิชั่วร้ายนั้น ว่า พระภิกษุเป็น “กาฝากสังคม” แทน ที่จะนึกสงสารกลับเห็นว่าให้เดินตากฝน อย่างนั้นดีแล้ว เพราะเป็นคนน่ารังเกียจ ไม่รู้จักทำมาหากิน เอาเปรียบชาวบ้าน เพื่อนทั้งคู่หัวเราะกันอย่างพอใจ สําหรับป้า ตอนแรกเห็นคล้อย ตามพวกเขา แต่สักครู่ป่าก็เริ่มคิดสงสัย ว่าพวกป้าทั้งสามคนทำอย่างนี้เป็นเรื่อง ผิดหรือถูก ถ้าพระภิกษุนั้นเป็นประชาชน ทั่ว ๆ ไป จะเป็นคนดีคนเลวแค่ไหน เราก็คงจะรับมาด้วย “ท่าถูกหรือเปล่า หนอ เพียงเห็นท่านห่มผ้าเหลือง กลับไป นึกรังเกียจเสียยิ่งกว่าโจร" ป้าติดต่อมา จนตลอดทาง (อ่านต่อฉบับหน้า) ศ Kalyanamitra.org
แสดงความคิดเห็นเป็นคนแรก
Login เพื่อแสดงความคิดเห็น

หนังสือที่เกี่ยวข้อง

Load More