ข้อความต้นฉบับในหน้า
305 N.Frances St.
Madison, Wisconsin 53703
U.S.A.
กราบแม่ที่รักและเคารพยิ่ง
หลังจากที่ได้คุยมามากแล้วถึง
เรื่องการเตรียมตัวมาอเมริกา จอยคิดว่า
บ้าง ดูเหมือนเป็นเมืองนิยายในฝันยังงั้น
แหละค่ะ จอยจึงได้ฝันไว้นักหนาว่าจะ
ต้องหาทางมาชมหิมะในซีกโลกตะวัน
ตกให้จงได้ และถ้าพลาดจากการได้
มาชมสหรัฐอเมริกา แม้จะมีโอกาสได้
มาชมทิวทัศน์อันงดงามของประเทศ
สวิสเซอร์แลนด์ หรือได้ชมปราสาท
ถึงเวลาแล้วที่จะต้องเดินทางมาถึงรัฐ | ราชวังเก่าแก่ในอังกฤษและฝรั่งเศสก็
วิสคอนซินเสียที อันที่จริงเหตุการณ์
ต่าง ๆ ที่จอยได้พบเห็น สังเกต และ
จดจำ นับตั้งแต่เริ่มเดินทางจากเมือง
ไทยมาจนถึงสหรัฐอเมริกานั้น มีข้อ
ซึ่งแม่กับ
ตื่นเต้นแปลก ๆ มากมาย
จอยก็ได้พบเห็นร่วมกัน เพียงแต่ว่า
ความนึกคิดอาจจะแตกต่างกันด้วยวัย
และประสบการณ์ในชีวิตเท่านั้น การ
ช่างสอดรู้สอดเห็นบางคนก็อาจจะไม่
ชอบใจและอยากรู้ขึ้นมาทันทีว่า “เอ เขา
ไปไหนมานะ ทำไมต้องปิดเราด้วย” นี่
คือความคิดแบบไทย ๆ นับว่ายังดี
ที่สมัยนี้เรามีคำว่า “สวัสดี” ใช้ทักทาย
กันพอเป็นพิธีไม่ให้เก้อเขินอีกคำหนึ่ง
ส่วนคนจีนนั้นเมื่อพบหน้ากัน เขาก็จะทัก
กันด้วยสำนวนจีนแปลเป็นไทยได้ว่า
ยังน่าตื่นเต้นมิใช่น้อย ด้วยเหตุที่จอย
เคยเรียนวิชาประวัติศาสตร์ของยุโรป
“กินข้าวแล้วหรือยัง” อันเป็นมารยาท
แสดงความปรารถนาดีต่อเพื่อน เพราะ
ชาวจีนถือว่าการกินเป็นภารกิจสำคัญ
ของมนุษย์ และถ้าอยู่ดีกินดีแล้วอะไร ๆ
ก็ดูจะพลอยดีตามไปด้วย ในสมัยนี้
คำถามนี้อาจจะเหมาะเฉพาะผู้มีอันจะ
ตะวันตกมาบ้าง จินตนาการเกี่ยวกับ
เรื่องลึกลับโลดโผน และซับซ้อนของ
ประวัติศาสตร์อันยาวนานของยุโรปจึง
ได้ประทับใจอยู่มาก ความทะเยอ
ทะยานใฝ่ฝันทำนองนี้ดูๆ ไปก็ดีเหมือน
กัน เพราะมันเป็นแรงผลักดันให้จอย
เลือกเรียนวิชาภาษาฝรั่งเศส และแถม
ภาษาเยอรมันเป็นวิชาพิเศษพอจะพูดได้
บ้าง เพราะได้วางแผนไว้ในใจว่า หาก
ได้ก็เขียนให้คุณแม่อ่านพอเพลิน ๆ ก็ | บังเอิญได้ไปเรียนที่ฝรั่งเศสหรือสวิส-
การที่จอยได้เกิดและเติบโตมา
เล่าเรื่องชีวิตในอเมริกาของจอยจะไม่
เคร่งครัดในเรื่องลำดับเวลา คือคุยไป
เรื่อย ๆ ตามอัธยาศัย นึกเรื่องอะไร
แล้วกันนะคะ
ในประเทศที่มีอากาศค่อนข้างร้อนเกือบ
คราวเช่น เมืองไทยนั้น ทำให้จอยนึก
ภาพไม่ออกเลยว่าเมืองที่หนาวจัด มี
หิมะปกคลุมไปทั่วนั้นจะแสนสนุกหรือ
แสนยากเข็ญประการใด การที่ได้เห็น
เซอร์แลนด์ ก็จะยังพอมีความรู้งูๆ
ปลา ๆ อาศัยอยู่ในประเทศเหล่านั้นได้
ด้วยสองภาษานี้ นอกเหนือจากภาษา
ตลอดปี และมีฝนตกชุกเป็นบางครั้งบาง | อังกฤษที่เรียนมาแล้วตั้งแต่เด็ก
ภาพทิวทัศน์อันงดงามประดับด้วยหิมะ
ขาวโพลนในยามฤดูหนาว และบ้านชั้น
เดียวหลังเล็กอยู่เรียงกันเป็นแถว เหมือน
บ้านตุ๊กตามีหิมะคลุมหลังคาเต็มไปหมด
เหมือนที่ได้เคยเห็นในภาพยนตร์หรือ
โทรทัศน์ หรือแม้แต่ในหนังสือนิยาย
ตะวันตกที่จอยเคยอ่านในสมัยเด็ก ๆ
นั้น ทำให้จอยเคยนึกตื่นเต้นและภาวนา
อยากจะใช้ชีวิตอยู่ในบ้านเมืองเช่นนั้น
หลังจากมาพำนักอยู่ในอเมริกา
“เมืองในฝัน” ได้สองปี จอยก็เริ่มจะเข้า
ใจถึงสภาพความนึกคิดและอัธยาศัย
ของคนเชื้อชาติต่าง ๆ ได้ดีขึ้น จอยเริ่ม
เข้าใจคำทักทายของคนแต่ละเชื้อชาตินั้น
มีความหมายแอบแฝงอยู่ในภูมิหลังของ
แต่ละชาติ เป็นต้นว่า เมื่อคนไทยพบ
กันในสมัยก่อนและแม้มาจนสมัยนี้ เราก็
มักจะทักทายกันด้วยอัธยาศัยไมตรีว่า
“ไปไหนมา” ทั้ง ๆ ที่เราก็คงไม่อยาก
รู้หรอกว่าเขาไปไหน เพราะไม่เกี่ยวกับ
เรา แต่เอ! ตามนิสัยคนไทย ถ้าเราถาม
แล้วเขาไม่ตอบ ได้แต่ทำหน้ายิ้ม ๆ คน
กินกระมัง ถ้าไปถามกรรมกรหาเช้ากิน
ค่ำ ก็อาจจะหาว่าสบประมาทก็ได้
ส่วนฝรั่งแปลกไปกว่านั้น ถ้าพบ
หน้ากันเขาจะให้พรก่อนว่า “Good
morning” คือ “สวัสดีตอนเช้า” และ
แถมท้ายว่า “How are you?” ท่าน
สบายดีหรือ คำทักทายเหล่านี้เราก็
พลอยพูดตามเขาจนติดปาก โดยไม่ได้
คิดหรอกว่า คำพูดของเขามีความหมาย
ตราบจนเมื่อจอยมาเผชิญความหนาว
เหน็บที่นี่ได้สองปี จึงทิ้งแก่ใจว่าคำ
Kalyanamitra.org
๑๑๕