ข้อความต้นฉบับในหน้า
เทิดทูนไว้ว่าเป็นผู้มีพระคุณ ไม่คิดลบหลู่
หรือยกตนเทียมท่านเป็นอันขาด”
ท่านมหาสุพจน์ดูเหมือนจะมีความ
พอใจมากที่เห็นสามเณรเพชรตั้งใจฟัง คนว่าง่ายเพราะเห็นแก่ดีนี้เอง จึงจะจัดว่าเป็นคนว่า
ปากกาออกมาจดบันทึกในเศษกระดาษ ง่ายอย่างแท้จริง ส่วนคนว่าง่ายเพราะเห็นแก่ได้นั้น
อย่างดี ฟังไม่ฟังเปล่า ยังอุตส่าห์ดึง
ที่แทรกอยู่ในหนังสือซึ่งนำติดมือมาด้วย
ท่านมหาสุพจน์ได้พยายามสอน
อย่างช้า ๆ ชัดถ้อยชัดคำ เพื่อให้สามเณร
เพชรเข้าใจและจดบันทึกได้ทัน แต่ในใจ
ของสามเณรเพชรนั้นยังรู้สึกว่ามีข้อสงสัย
บางอย่างที่ติดค้างอยู่ในใจ จึงได้ถือ
โอกาสนี้เรียนถามท่านมหาสุพจน์เสีย
เลยว่า
“หลวงพี่ครับ ในระยะหลังที่ผม
พยายามกลับเนื้อกลับตัวเป็นคนดีนี่ ทำไม
เพื่อนบางคน ถึงชอบมากล่าวถากถางว่า
เดี๋ยวนี้ผมกลายเป็นคนหัวอ่อนไปเสียแล้ว
หรือ ผมเองก็ไม่ทราบว่าจะตอบเขาอย่าง
ไร แต่ก็มั่นใจว่าตัวเองกำลังเดินถูกทาง
แล้ว”
ในเรื่องนี้ท่านมหาสุพจน์ได้ชี้แจง
ให้ฟังว่า
“คนทั่วไปมักจะพากันเข้าใจผิด
คิดว่าคนว่าง่ายก็คือคนหัวอ่อน ซึ่งความ
จริงแล้ว คนสองประเภทนี้มีความแตกต่าง
กันมาก
คือคนหัวอ่อนนั้นไม่เป็นตัวของ
ตัวเอง ไม่มีเป้าหมายแน่นอน ยอมให้คน
อื่นเขาจูงจมูกได้ง่าย ใครชวนดูหนังสือก็ดู
ใครชวนหนีโรงเรียนก็ไป ไม่รู้จักแยกแยะ
ดีชั่วสุดแต่คนอื่นเขาจะนำไป
ส่วนคนว่าง่ายนั้นย่อมมีเป้า
หมายของตน และพยายามทำทุกอย่าง
เพื่อให้ได้บรรลุเป้าหมาย เช่น ครูสอน
ก็ฟัง เพื่อนนักเรียนสอนก็ยอมรับ แม้
ภารโรงบอกความรู้ให้ก็ยินดี ขอเพียงเขา
ถือว่าเป็นคนว่าง่ายแบบจอมปลอม
มีความรู้พอจะถ่ายทอดให้เราได้เท่านั้น ยอมเชื่อฟังอีกต่อไป บางคนซ้ำร้ายยิ่งไป
ไม่เคยนึกรังเกียจเลยว่าเขาจะอยู่ใน
ฐานะเช่นไร อย่างนี้เป็นต้น”
ท่านมหาสุพจน์หยุดใช้ความคิด
นิดหนึ่งแล้วจึงอธิบายต่อไปอีกว่า
“สำหรับคนว่าง่ายนั้นก็ยังต้องดูกัน
ต่อไปอีก ว่าเขาเป็นคนว่าง่ายเพราะ
มีเป้าหมายอย่างไร ซึ่งมีทั้งว่าง่ายเพราะ
เห็นแก่ได้ และว่าง่ายเพราะเห็นแก่ดี
คนว่าง่ายประเภทแรกคือ ว่า
ง่ายเพราะเห็นแก่ได้ หมายถึงคนที่ยอม
ทำตัวเป็นคนว่าง่ายโดยมุ่งหวังลาภผล
เป็นสำคัญ คนพวกนี้จะยอมแสร้งเป็น
คนดี เชื่อฟังอยู่ในโอวาททุกอย่างตราบ
เท่าที่ยังหวังผลประโยชน์อยู่ ครั้นหมดผล
ประโยชน์เมื่อใดก็ไม่ยอมเชื่อฟังอีกต่อไป
ตัวอย่างเช่น ลูกบางคนยอมทำดีอยู่ใน
โอวาทของพ่อแม่ โดยหวังว่าท่านจะยก
ทรัพย์สมบัติให้ ครั้นเมื่อได้มรดกทั้ง
หลายจากท่านแล้ว ทีนี้พ่อแม่จะพูดจะ
สอนอะไรก็ไม่ยอมเชื่อฟังอีกต่อไป กลาย
เป็นคนหัวรั้นว่ายากไปเลย หรือลูกน้อง
บางคนยอมทำดี ปฏิบัติตามคำสั่งของ
หัวหน้าทุกอย่างเพื่อหวังความดีความชอบ
ภายหลังหัวหน้าคนนั้นถูกโยกย้ายไม่มี
โอกาสให้คุณให้โทษได้อีกต่อไปแล้วก็ไม่
กว่านั้นอีกคือพอตัวเองได้เลื่อนยศเลื่อน
ตำแหน่งเท่าเทียมหัวหน้าคนเก่าแล้ว
ก็กลับคิดตีเสมอ คิดลบหลู่ผู้มีพระคุณที่
เคยสนับสนุนตัวเองมา อย่างนี้เป็นต้น
ส่วนคนว่าง่ายประเภทที่สองคือ
ว่าง่ายเพราะเห็นแก่ดี พวกนี้มุ่ง
ปรารถนาที่จะหาความดีความเจริญมาใส่
ตน สู้ตั้งใจอดทนเชื่อฟังคำสั่งสอนตักเตือน
ไม่ดื้อรั้นดันทุรัง เมื่อเห็นว่าผิดก็ยอมแก้
ไขโดยดี บางครั้งแม้ถูกว่ากล่าวสั่งสอน
อย่างหยาบคาย ก็ยังสู้อดทนไว้เพื่อหวังให้
ตนได้รับความรู้ หรือบรรลุถึงความดี
ความเจริญเป็นสำคัญ
คนว่าง่ายเพราะเห็นแก่ดีนี้เอง จึง
จะจัดว่าเป็นคนว่าง่ายอย่างแท้จริง ส่วน
คนว่าง่ายเพราะเห็นแก่ได้นั้นถือว่าเป็นคน
ว่าง่ายแบบจอมปลอม”
“สาธุ..หลวงพ่อธิบายได้ชัดเจน
ดีจริง ๆ ครับ” สามเณรเพชรกล่าวพร้อม
กับพนมมือขอบพระคุณพระอาจารย์
เพราะเกิดความยินดีในคำสอนอย่าง
แท้จริง
อ่านต่อฉบับหน้า
Kalyanamitra.org
๑๒๓