ข้อความต้นฉบับในหน้า
ยืนคล้ายคนขาโก่ง แล้วเติมปีกเติม
หางอย่างนั้นแหละ ไม่อ่อนช้อย
ไม่สวยงามเหมือนกินแบบไทยอย่าง
ที่พวกเรารู้จักหรือเคยนึกคิดเลย
หลังศาลาเก๋งจีน ๓ หลัง
ก็บริเวณหน้าวัดนั่นแหละ (หน้าวัด
หันหน้าสู่แม่น้ำ แล้วเก๋งจีนอยู่ริมน้ำ)
มีเขามอเล็ก ๆ น่ารัก น้าน้อยเล่าว่า
1
เดิมเป็นภูเขาจำลองที่รัชกาลที่ ๒
โปรดเกล้าฯให้รัชกาลที่ ๓ เมื่อครั้ง
พระแท่นบรรทมพระเจ้าตากสินมหาราช
พระอุโบสถน้อย
ตั้งอยู่หน้าพระแท่นบรรทมรัชกาลที่ ๒ อยู่ใน
ดูสวยงามดี ไม่รู้ว่าเป็นเพราะไม่ มีรูปทหารถืออาวุธ รูปครุฑ และ
ยังทรงดำรงพระยศเป็นพระเจ้าลูก
ยาเธอกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์สร้าง
ขึ้นในบริเวณสวนขวา หรือที่เรียก
ภายหลัง สวนศิวาลัย แล้วรัชกาล
ที่ ๓ โปรดให้ย้ายมาประดับ ที่
วัดอรุณฯบ้าง วัดโพธิ์บ้าง
นอกจากนี้นะเบญจ์ ยังมี
รูปผู้ชายไทย ๒ คน สลักด้วยหิน
ลาย ๆ น้าน้อยว่าเป็นรูปนายนก
และนายเรือง
"ลักขณ์อยากรู้ว่าเป็นใคร
มีร่มไม่มีผ้าใบเกะกะนัยน์ตา หรือ กินรีสลักจากหินที่เอามาจากเมือง ก็ลองอ่านที่แผ่นจารึกดูซิ อยู่ตรงฐาน
เป็นเพราะรัชกาลที่ ๓ ทรงจัดได้ จีนด้วยจ้ะ แต่ฉันไม่ชอบกินนรกินรี ของรูปนั่นไง”
จังหวะ ก็คงทั้งสองอย่างแหละ แต่ ที่ยืนถือดอกบัวอยู่หน้าศาลาเลย ช่าง
ฉันเดินไปอ่าน ก็ได้ใจความ
จริง ๆ นะ เบญจ์ ศาลา ๓ หลัง จีนคงเห็นรูปแบบกินรีไทยเลยลอง พอสรุปได้ว่ารูปนายนกซึ่งอยู่ด้านเหนือ
ท่านวางได้ระยะงาม หลังคาศาลา แกะสลักทำบ้าง แต่หน้าตาออก และนายเรืองอยู่ด้านใต้นั้น ได้เผา
ทำเหมือนหลังคาเก๋งจีน ตกแต่ง แบบจีนและลวดลายเครื่องประดับ ตัวตายเพื่อหวังผลนิพพานในชาติหน้า
ลวดลายด้วยกระเบื้องถ้วยเคลือบสี ตลอดจนปีกหางดูแข็ง ๆ กินนรกินรี มีผู้เลื่อมใสศรัทธาได้สลักรูปทั้ง
พฤศจิกายน ๒๕๓๔
๒
กั ล ย า ณ ม ต ร ๙๑