ข้อความต้นฉบับในหน้า
เจ้าตรัสรู้ได้ไม่นานนัก พระพุทธองค์
ทรงอุปสมบทให้ด้วยพระองค์เอง
เรียกว่า เอหิภิกขุอุปสัมปทา โดยตรัสว่า
“จงเป็นภิกษุมาเถิด ธรรมอัน
เรากล่าวดีแล้ว เธอจงประพฤติ
พรหมจรรย์ให้ถึงที่สุดแห่งทุกข์เถิด”
พระภิกษุรูปแรกที่บวชด้วยวิธี
นี้คือ พระอัญญาโกณฑัญญะนับเป็น
พระสงฆ์รูปแรกในพระพุทธศาสนา
ต่อมาทรงอนุญาตให้อุปสมบท
ด้วยวิธีไตรสรณาคมณ์ เรียกว่า ติสรณ
คมนูปสัมปทา คือไตรสรณาคมณ์
เช่นเดียวกับสามเณร แต่รับสิกขาบท
ของพระภิกษุ
ครั้งสุดท้ายทรงปรับปรุงวิธีการ
ให้พระสงฆ์อุปสมบท ด้วยวิธีญัตติ
จตุตถกรรมวาจา ซึ่งใช้กันมาตราบเท่า
ทุกวันนี้
การบรรพชา
กับการอุปสมบท
แตกต่างกันอย่างไร
กรณี คือ
การบรรพชา มีความคลุม ๒
๑. หมายถึงเฉพาะการบวชเป็น
สามเณรคือบวชให้แก่ผู้มีอายุยังไม่ครบ
๒๐ ปี
โดย
- ๒. หมายถึงขั้นตอนเบื้องต้น
ของการอุปสมบท เพราะต้องเข้าพิธี
เช่นเดียวกับการบวชสามเณรก่อน เมื่อ
สำเร็จเป็นสามเณรแล้ว ก็ขออุปสมบท
ได้ทันที เป็นพิธีที่ต้องกระทำต่อเนื่อง
กัน
คุณสมบัติของ
ผู้ได้รับอนุญาตให้อุปสมบท
บริบูรณ์ขึ้นไป การนับอายุให้ถือทาง
สุริยคติ คือใช้ พ.ศ. เดือน วันที่ปัจจุบัน
เป็นตัวตั้ง และใช้ พ.ศ.เดือนวันที่เกิด
เป็นตัวลบ
บุคคลต้องห้าม
บุคคลต้องห้ามไม่ให้บวชใน
พระพุทธศาสนาโดยเด็ดขาดคือ
บุคคลที่มีเพศบกพร่อง
๒. บุคคลที่ทำผิดต่อพระพุทธ
ศาสนา
๑.
๓.
ผู้ทำผิดต่อผู้ให้กำเนิด คือ
ฆ่าบิดามารดาของตน
บุคคลทั้ง ๓ ประเภทนี้เรียกว่า
“อภัพบุคคล” ห้ามอุปสมบทเด็ดขาด
ผู้บวชต้องเป็นชาย อายุ ๒๐ ปี แม้บวชแล้ว รู้ทีหลัง ก็ต้องจับสึก
๔. ผู้เป็นโรคติดต่อร้ายแรงคือ
โรคเรื้อน (กุฎจัง), โรคฝีชนิดเป็นทั่วตัว
(คณโฑ), โรคกลาก (กิลาโส), โรค
มองคร่อ (โสโส) คือมีเสมหะแห้งอยู่
ในก้านของหลอดลม
๕. ผู้ที่มีอวัยวะบกพร่อง เช่น
มือขาด เท้าขาด หูขาด จมูกขาด
นิ้วมือหรือนิ้วเท้าขาด ง่ามนิ้วมือ
หรือง่ามนิ้วเท้าขาด
5. ผู้ที่มีอวัยวะไม่สมประกอบ
เช่น หลังค่อม คอพอก เท้าปุก มือ
เป็นแผ่น
๓. ผู้พิการ ตาบอดตาใส ง่อย
(มือ เท้าหงิก) กระจอก คือเท้าหรือ
ขาพิการ จะเดินก็เดินไม่ได้ใช้ หูหนวก
๘.
ผู้ทุรพล คือง่อนแง่น เปลี่ย
๒๒ กัลยาณมิตร มีนาคม ๒๕๓๕