การถ่ายทอดนิสัยในพระสงฆ์ วารสารกัลยาณมิตร ปี 2535 ฉบับที่ 3 หน้า 51
หน้าที่ 51 / 112

สรุปเนื้อหา

ถ่ายทอดสันดานนั้นยาก จะทำ กลับบ้าน ควรอยู่กับอุปัชฌาย์เพื่อ อย่างไรจึงจะทำให้ความรู้ที่ถ่ายทอด ถ่ายทอดนิสัย เพราะถ้ากลับบ้านแล้ว ไปนั้นไม่ถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด มี เดี๋ยวจะบวชอยู่ได้ไม่นาน เช่น พอ ทางเดียวคือ จะต้องถ่ายทอดนิสัย กลับไปเห็นเสื้อผ้าเห็นกางเกงที่แขวน ด้วยเพราะฉะนั้นจึงยังต้องใช้ระบบ อยู่ ก็มักจะคิดฝันอยากกลับไป พี่เลี้ยงต่อไป ใส่ใหม่ ขนาดตัวอาตมาเอง ตอน ทำใจแข็งไม่ยอม พอเขาพูดอย่างนี้ อาตมาก็ บวชใหม่ ๆ นึกถึงระบบการปกครองของพระ กลับบ้าน แต่พอเพื่อนที่เคยเรียน สงฆ์ พระภิกษุที่บวชใหม่ พระวินัย กำหนดว่าต้องอยู่กับอุปัชฌาย์ ๕ ปี เพื่อถ่ายทอดนิสัย (อุปัชฌาย์ คือ ผู้บวชให้ ถือเป็นพ่อทางธรรม) เรา ใช้คำ “ถือนิสัย” ส่วนพระภิกษุที่บวช ระยะหลัง ๆ นี้ บวชปีสองปี ไม่ค่อย จะอยู่กับอุปัชฌาย์กัน

หัวข้อประเด็น

- การถ่ายทอดนิสัยในพระสงฆ์

ข้อความต้นฉบับในหน้า

ถ่ายทอดสันดานนั้นยาก จะทำ กลับบ้าน ควรอยู่กับอุปัชฌาย์เพื่อ อย่างไรจึงจะทำให้ความรู้ที่ถ่ายทอด ถ่ายทอดนิสัย เพราะถ้ากลับบ้านแล้ว ไปนั้นไม่ถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด มี เดี๋ยวจะบวชอยู่ได้ไม่นาน เช่น พอ ทางเดียวคือ จะต้องถ่ายทอดนิสัย กลับไปเห็นเสื้อผ้าเห็นกางเกงที่แขวน ด้วยเพราะฉะนั้นจึงยังต้องใช้ระบบ อยู่ ก็มักจะคิดฝันอยากกลับไป พี่เลี้ยงต่อไป ใส่ใหม่ ขนาดตัวอาตมาเอง ตอน ทำใจแข็งไม่ยอม พอเขาพูดอย่างนี้ อาตมาก็ บวชใหม่ ๆ นึกถึงระบบการปกครองของพระ กลับบ้าน แต่พอเพื่อนที่เคยเรียน สงฆ์ พระภิกษุที่บวชใหม่ พระวินัย กำหนดว่าต้องอยู่กับอุปัชฌาย์ ๕ ปี เพื่อถ่ายทอดนิสัย (อุปัชฌาย์ คือ ผู้บวชให้ ถือเป็นพ่อทางธรรม) เรา ใช้คำ “ถือนิสัย” ส่วนพระภิกษุที่บวช ระยะหลัง ๆ นี้ บวชปีสองปี ไม่ค่อย จะอยู่กับอุปัชฌาย์กัน เพราะกลัว อุปัชฌาย์เข้มงวด เพราะฉะนั้น การ ถ่ายทอดนิสัยจึงขาดตอน คุณภาพ ของสงฆ์ก็หย่อน เหมือนกับลูก ๆ เดี๋ยวนี้ พอโตเป็นหนุ่มเป็นสาว ก็ ด้วยกันมาเยี่ยม ขนาดเขายังไม่ได้ พูดอะไร แต่พอเห็นเขาใส่เสื้อผ้า ใหม่ ๆ มา ก็อดคิดไม่ได้ว่าแฟชั่น ใหม่นี้เข้าที่ดีนะ ถ้าเราใส่คงหล่อแน่ ทั้งที่ตัวเองก็ไม่หล่อ อ้วนก็อ้วน ยัง ไม่วายเข้าข้างตัวเอง หรือพอไปเห็น กับข้าวที่เคยกินแกล้มเหล้ามาก่อน เขาเอามาถวาย แหม รสชาติมัน ถูกปาก สัญญาเก่ามันหวนกลับมา ขวดเหล้ามาลอยเด่นในมโนภาพ ทันที มะม่วงมันยังไม่ลืมต้น นี่คือ ไม่อยากอยู่กับพ่อแม่อยากอยู่หอพัก ชีวิตนักบวช ใครไม่เคยบวชจะไม่ นิสัยก็เลยเหมือนคนแถว ๆ หอพัก ไม่เหมือนพ่อเหมือนแม่ นี่คือความ เสื่อมที่เกิดขึ้นในสังคม เข้าใจ เพราะต้องรบกับกิเลสของ ตนเอง ไม่ได้รบกับใครอื่น แค่รบ แค่นี้ก็ยังกัดฟันกรอด ๆ บางครั้ง ด้วยเหตุนี้หลักสูตรของพระ กัดฟันทั้งคืนกว่าจะล้มตัวนอนหลับ จึงกำหนดไว้ว่าพรรษาที่ ๑-๕ เรียกว่า “พระนวกะ” (นะ-วะ-กะ) เทียบกับ ทางโลกในระบบมหาวิทยาลัยก็เท่า กับ “เฟรชชี่” คือถ้าพระนวกะ ผิดพลาดอะไรก็ขออภัยด้วย สำนวน ชาวบ้านบอกว่า "มะม่วงยังไม่ลืมต้น” คือยังติดทางโลกอยู่มาก เพราะ ฉะนั้น ถ้าใครต้องการบวชนาน ๆ ระยะพรรษาที่ ๑-๕ จึงยังไม่ควร ไปได้ พรรษาที่ ๖-๑๐ เรียก “พระ มัชฌิมะ” แปลว่า ปานกลาง คือ พอจะเอาตัวรอดได้แล้วหลังจาก ถ่ายทอดนิสัยมาตั้ง 5 ปี ถ้าเทียบกับ มหาวิทยาลัยก็คืออยู่ปีสอง พรรษาที่ ๑๑-๒๐ เรียก “พระเถระ” พอเป็นครูบาอาจารย์ได้ แต่ความจริงยังเป็น “จูเนียร์” อยู่ เลย ยังไม่จบหลักสูตร พรรษาที่ ๒๑ ขึ้นไปแล้ว เรียกว่า “พระมหาเถระ” ในทาง มหาวิทยาลัยก็เท่ากับ “ซีเนียร์" ใกล้จะจบหลักสูตรแล้ว 3 ถ้าเป็นมะม่วงกว่าจะลืมต้น ได้ก็ต้องบ่มกันสักระยะหนึ่ง แต่ถ้า เป็นพระ กว่าจะเข้าที่เข้าทางก็ต้อง ผ่านไปสัก ๕ ปี ดีไม่ดี พรรษาที่ ที่ ๙ อาจจะแว่บโผล่ขึ้นมาอีก ถ้า ไม่ฝึกสมาธิให้ดีเดี๋ยวก็สึกกันเป็นแถว ถึงจะเป็นเจ้าคุณเป็นพระเถระ ถ้า ไม่ได้ฝึกสมาธิกันมาเต็มที่เดี๋ยวก็สึก เพราะฉะนั้น เราจึงหาพระ มหาเถระมาให้กราบมาให้ไหว้ยาก เหลือเกิน พระเก่ง ๆ มีไม่น้อย แต่มักจะไม่มีโอกาสได้มาเทศน์มา สอนหรอก เพราะว่าส่วนมากจะอยู่ ในระดับบริหารของสงฆ์ แค่คอย ตามจับพระเกเรพระดื้อ ๆ มาสึกก็ หมดเวลาแล้ว จะไปเอาเวลาที่ไหน ไปค้นคว้าหาธรรมะดี ๆ ลึก ๆ มา เทศน์มาสอน นี่คืออุปสรรคในวงการ สงฆ์ เพราะฉะนั้นถ้าจะมองพระสงฆ์ ขอให้มองลึก ๆ ถ้าเอาแต่จับผิด พระกันละก็ จะหาพระสงฆ์ในเมือง ไทยดี ๆ ไม่ได้เลย ลองคิดดูว่า ถ้าไม่มีพระสงฆ์ดี ๆ เหลืออยู่ ก็คง ไม่สามารถประคับประคองพระพุทธ ศาสนามาได้กว่า ๒,๕๐๐ ปีเป็นแน่ มีนาคม ๒๕๓๕ กัลยาณมิตร ๔๙
แสดงความคิดเห็นเป็นคนแรก
Login เพื่อแสดงความคิดเห็น

หนังสือที่เกี่ยวข้อง

Load More