ข้อความต้นฉบับในหน้า
ถ่ายทอดสันดานนั้นยาก จะทำ กลับบ้าน ควรอยู่กับอุปัชฌาย์เพื่อ
อย่างไรจึงจะทำให้ความรู้ที่ถ่ายทอด ถ่ายทอดนิสัย เพราะถ้ากลับบ้านแล้ว
ไปนั้นไม่ถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด มี เดี๋ยวจะบวชอยู่ได้ไม่นาน เช่น พอ
ทางเดียวคือ จะต้องถ่ายทอดนิสัย กลับไปเห็นเสื้อผ้าเห็นกางเกงที่แขวน
ด้วยเพราะฉะนั้นจึงยังต้องใช้ระบบ อยู่ ก็มักจะคิดฝันอยากกลับไป
พี่เลี้ยงต่อไป
ใส่ใหม่ ขนาดตัวอาตมาเอง ตอน
ทำใจแข็งไม่ยอม
พอเขาพูดอย่างนี้ อาตมาก็ บวชใหม่ ๆ
นึกถึงระบบการปกครองของพระ กลับบ้าน แต่พอเพื่อนที่เคยเรียน
สงฆ์ พระภิกษุที่บวชใหม่ พระวินัย
กำหนดว่าต้องอยู่กับอุปัชฌาย์ ๕ ปี
เพื่อถ่ายทอดนิสัย (อุปัชฌาย์ คือ
ผู้บวชให้ ถือเป็นพ่อทางธรรม) เรา
ใช้คำ “ถือนิสัย” ส่วนพระภิกษุที่บวช
ระยะหลัง ๆ นี้ บวชปีสองปี ไม่ค่อย
จะอยู่กับอุปัชฌาย์กัน เพราะกลัว
อุปัชฌาย์เข้มงวด เพราะฉะนั้น การ
ถ่ายทอดนิสัยจึงขาดตอน คุณภาพ
ของสงฆ์ก็หย่อน เหมือนกับลูก ๆ
เดี๋ยวนี้ พอโตเป็นหนุ่มเป็นสาว ก็
ด้วยกันมาเยี่ยม ขนาดเขายังไม่ได้
พูดอะไร แต่พอเห็นเขาใส่เสื้อผ้า
ใหม่ ๆ มา ก็อดคิดไม่ได้ว่าแฟชั่น
ใหม่นี้เข้าที่ดีนะ ถ้าเราใส่คงหล่อแน่
ทั้งที่ตัวเองก็ไม่หล่อ อ้วนก็อ้วน ยัง
ไม่วายเข้าข้างตัวเอง หรือพอไปเห็น
กับข้าวที่เคยกินแกล้มเหล้ามาก่อน
เขาเอามาถวาย แหม รสชาติมัน
ถูกปาก สัญญาเก่ามันหวนกลับมา
ขวดเหล้ามาลอยเด่นในมโนภาพ
ทันที มะม่วงมันยังไม่ลืมต้น นี่คือ
ไม่อยากอยู่กับพ่อแม่อยากอยู่หอพัก ชีวิตนักบวช ใครไม่เคยบวชจะไม่
นิสัยก็เลยเหมือนคนแถว ๆ หอพัก
ไม่เหมือนพ่อเหมือนแม่ นี่คือความ
เสื่อมที่เกิดขึ้นในสังคม
เข้าใจ เพราะต้องรบกับกิเลสของ
ตนเอง ไม่ได้รบกับใครอื่น แค่รบ
แค่นี้ก็ยังกัดฟันกรอด ๆ บางครั้ง
ด้วยเหตุนี้หลักสูตรของพระ กัดฟันทั้งคืนกว่าจะล้มตัวนอนหลับ
จึงกำหนดไว้ว่าพรรษาที่ ๑-๕ เรียกว่า
“พระนวกะ” (นะ-วะ-กะ) เทียบกับ
ทางโลกในระบบมหาวิทยาลัยก็เท่า
กับ “เฟรชชี่” คือถ้าพระนวกะ
ผิดพลาดอะไรก็ขออภัยด้วย สำนวน
ชาวบ้านบอกว่า "มะม่วงยังไม่ลืมต้น”
คือยังติดทางโลกอยู่มาก เพราะ
ฉะนั้น ถ้าใครต้องการบวชนาน ๆ
ระยะพรรษาที่ ๑-๕ จึงยังไม่ควร
ไปได้
พรรษาที่ ๖-๑๐ เรียก “พระ
มัชฌิมะ” แปลว่า ปานกลาง คือ
พอจะเอาตัวรอดได้แล้วหลังจาก
ถ่ายทอดนิสัยมาตั้ง 5 ปี ถ้าเทียบกับ
มหาวิทยาลัยก็คืออยู่ปีสอง
พรรษาที่ ๑๑-๒๐ เรียก
“พระเถระ” พอเป็นครูบาอาจารย์ได้
แต่ความจริงยังเป็น “จูเนียร์” อยู่
เลย ยังไม่จบหลักสูตร
พรรษาที่ ๒๑ ขึ้นไปแล้ว
เรียกว่า “พระมหาเถระ” ในทาง
มหาวิทยาลัยก็เท่ากับ “ซีเนียร์"
ใกล้จะจบหลักสูตรแล้ว
3
ถ้าเป็นมะม่วงกว่าจะลืมต้น
ได้ก็ต้องบ่มกันสักระยะหนึ่ง แต่ถ้า
เป็นพระ กว่าจะเข้าที่เข้าทางก็ต้อง
ผ่านไปสัก ๕ ปี ดีไม่ดี พรรษาที่
ที่ ๙ อาจจะแว่บโผล่ขึ้นมาอีก ถ้า
ไม่ฝึกสมาธิให้ดีเดี๋ยวก็สึกกันเป็นแถว
ถึงจะเป็นเจ้าคุณเป็นพระเถระ ถ้า
ไม่ได้ฝึกสมาธิกันมาเต็มที่เดี๋ยวก็สึก
เพราะฉะนั้น เราจึงหาพระ
มหาเถระมาให้กราบมาให้ไหว้ยาก
เหลือเกิน พระเก่ง ๆ มีไม่น้อย
แต่มักจะไม่มีโอกาสได้มาเทศน์มา
สอนหรอก เพราะว่าส่วนมากจะอยู่
ในระดับบริหารของสงฆ์ แค่คอย
ตามจับพระเกเรพระดื้อ ๆ มาสึกก็
หมดเวลาแล้ว จะไปเอาเวลาที่ไหน
ไปค้นคว้าหาธรรมะดี ๆ ลึก ๆ มา
เทศน์มาสอน นี่คืออุปสรรคในวงการ
สงฆ์ เพราะฉะนั้นถ้าจะมองพระสงฆ์
ขอให้มองลึก ๆ ถ้าเอาแต่จับผิด
พระกันละก็ จะหาพระสงฆ์ในเมือง
ไทยดี ๆ ไม่ได้เลย ลองคิดดูว่า
ถ้าไม่มีพระสงฆ์ดี ๆ เหลืออยู่ ก็คง
ไม่สามารถประคับประคองพระพุทธ
ศาสนามาได้กว่า ๒,๕๐๐ ปีเป็นแน่
มีนาคม ๒๕๓๕ กัลยาณมิตร ๔๙