ข้อความต้นฉบับในหน้า
จำนวนนั้นไปใส่ในภาชนะที่ใหญ่มาก อยู่เสียที่ไหน?”
แล้วค่อย ๆ เติมน้ำลงไปทีละน้อย ๆ โดย
ไม่เพิ่มเกลือ ความเค็มจะลดลงหรือไม่?”
"ต้องจางลง พระคุณเจ้า”
“และหากเพิ่มน้ำลงไปเรื่อย
จนจำนวนน้ำมากเหลือเกิน ความเค็ม
จะหมดไปหรือไม่?”
อโศกตอบ
"หมดไปอย่างแน่นอน” พระเจ้า
“เกลือหายไปไหนเสีย?”
“ยังอยู่ในนั้นเอง พระคุณเจ้า”
ๆ
“?” พระเจ้าอโศก
“ขอถวายพระพร ผลมะม่วง
หรือผลทุเรียนที่ดีนั้นเมล็ดใหญ่เนื้อน้อย
“ขอถวายพระพร เรื่องต้นมะม่วง หรือเมล็ดเล็กเนื้อมาก?”
“ต้องเมล็ดเล็ก เนื้อมาก พระ
กับผลมะม่วงฉันใด เรื่องผู้ทำกรรมกับ
กรรมก็ฉันนั้น กรรมจะให้ผลต่อเมื่อถึง คุณเจ้า
คราวถึงสมัยและเมื่อมันสุกงอมเต็มที่ “มะม่วง หรือทุเรียนที่ดีที่สุด คือ
เท่านั้น กรรมดีหรือกรรมชั่วมิได้ให้ผล ถึงขีดแห่งความเจริญเต็มที่ เนื้อมากที่สุด
ครั้งเดียว แต่จะส่งผลอยู่เสมอ ๆ เมล็ดลีบใช่ไหม” และเมล็ดลีบนั้นจะนำไป
จนกว่าจะหมดฤทธิ์แรงของมัน เหมือน
มะม่วงของพระองค์ให้ผลทุกปี จนกว่าต้น
มันจะแก่ล้มตายไปในที่สุด”
“แล้วเมื่อไรจะหยุดให้ผล?”
"กรรมจะหยุดให้ด้วยเหตุ
ประการ คือ
B
“ทำนองเดียวกัน” พระมหาเถระ
ถวายพระพรต่อ “กรรมชั่วที่บุคคลทำแล้ว
ย่อมละลายได้ด้วยกรรมดี ให้มันอยู่ใน
สภาพที่ "มีเหมือนไม่มี" ซึ่งท่านเรียกว่า ๑. หมดแรง คือให้ผลจนสมควร
“อัพโพหาริก” ในเรื่องกรรมดีก็เช่นกัน แก่เหตุแล้วจึงหยุดให้ผล เหมือนพระองค์
อาจถูกกรรมชั่วละลายได้ หากกรรมชั่วมี จับโจรได้แล้วกำหนดโทษจำคุก 6 ปี เมื่อ
ปริมาณมากพอ”
ปลูกไม่ขึ้นอีกไม่ว่าในที่ดินอันสมบูรณ์
ด้วยปุ๋ยเพียงใดก็ตาม ใช่ไหม?”
“ใช่ พระคุณเจ้า”
“คนก็ทำนองเดียวกัน” พระเถระ
กล่าว "เมื่อเจริญด้วยคุณธรรมอย่างเต็มที่
ถึงขีดสุดก็พรั่งพร้อมไปด้วยความดีมั่งคั่ง
ร่ำรวยความดี ปราศจากกิเลสหรือสิ่งชั่ว
ต่าง ๆ เหมือนเมล็ดพืชซึ่งอุดมไปด้วย
เนื้อไม่เกิดอีกในภพใด ๆ เมื่อไม่เกิด
พ้น 6 ปี ถ้าเขาไม่ทำความผิดซ้ำก็เป็น อีกกรรมจึงไม่อาจตามให้ผลได้ ก็เป็นอัน
“ขอพระคุณเจ้าจงยกตัวอย่าง?” อันพ้นโทษ ได้รับเสรีภาพเหมือนพลเมือง
“เหมือนก้อนน้ำตาลกับน้ำ มีวิธี ดีทั้งหลาย หากบางคนทำความชั่วรุนแรง
ละลายเหมือนเอาน้ำละลายเกลือนั้น มาก พระองค์ทรงกำหนดโทษสูงขึ้น และ
หากในระหว่างถูกจองจำนั้น เขาตั้งใจทำ
ความดีทุกอย่าง พระองค์ก็จะลดหย่อน
ผ่อนโทษลง ถ้าเป็นโทษจำคุก ๒๐ ปี ก็
อาจลดเหลือ ๑๕ ปี หรือ ๑๐ ปี แล้ว
แต่กรณี เรื่องของกรรมก็ทำนองนี้
เหมือนกัน
“บุญบาปที่บุคคลทำแล้ว เมื่อยัง
ไม่ให้ผล บุญบาปนั้นไปอยู่ที่ใด?” พระ
เจ้าอโศกตรัสถาม
“มหาบพิตร! บุญบาปนั้นคอย
ติดตามผู้ทำอยู่” พระเถระถวายวิสัชนา
- “แต่มองไม่เห็นเลย พระคุณเจ้า”
ไหม?”
หยุดไป
"อีกอุปมาหนึ่ง เหมือนบุรุษหรือ
สตรีวิ่งหนีสุนัข และเขาสามารถว่ายข้าม
แม่น้ำไปสู่ฝั่งโน้นได้ เหลือวิสัยของสุนัข
ที่จะวิ่งตาม มันจึงนั่งคอยอยู่ริมตลิ่งฝั่งนี้
หากบุรุษสตรีผู้นั้นไม่กลับมาอีก สุนัขก็จะ
ตายไปเอง กรรมกับบุคคลก็ทำนองเดียว
กันนี้ เมื่อบุคคลถึงฝั่งคือพระนิพพาน
๒. บุคคลผู้เคยทำกรรมมาได้ แล้วกรรมก็ตามไม่ได้อีก
สำเร็จเป็นพระอรหันต์สิ้นอาสวะทั้งปวง
๓. กรรมจะหยุดให้ผล เมื่อมีกรรม
พระเถระมองผ่านช่องพระแกลไป ไม่เกิดในภพใหม่อีก มีชีวิตอยู่เป็นชาติ อื่นเข้าแทรกซ้อนเข้ามาเป็นครั้งคราว คือ
พระเจ้าอโศกทอดพระเนตรตาม พระเถระ สุดท้าย กรรมย่อมหมดโอกาสให้ผลอีก กรรมดีจะหยุดให้ผลชั่วคราว เมื่อบุคคล
ทูลถามว่า “พระองค์ทรงเห็นมะม่วงต้นนั้น ต่อไป วิญญาณของผู้นั้นย่อมบริสุทธิ์ ทำกรรมชั่วแรง ๆ เพื่อเปิดโอกาสให้กรรม
หมดเชื้อ เหมือนเมล็ดพืชซึ่งสิ้นยางเหนียว ชั่วได้ผลก่อน และกรรมชั่วจะหยุดให้ผล
“ข้าพเจ้าเห็นอยู่ทุกวัน พระคุณ หรือเป็นเมล็ดลีบปลูกไม่ขึ้นอีกต่อไปกรรม ชั่วคราว เมื่อบุคคลทำกรรมดีแรง ๆ
จะให้ผลได้ก็เฉพาะเวลาที่ยังมีชีพอยู่ ใน เพื่อเปิดโอกาสให้กรรมที่ได้ผลก่อนนี่หมาย
ชาติสุดท้ายนั้น พระอรหันต์ขีณาสพเป็น เฉพาะที่เร่งด่วน และจำเป็นเท่านั้น โดย
“เวลานี้ไม่มี ข้าพเจ้าจำได้ว่า ผู้ได้ทำความดีถึงที่สุด จึงเป็นจำพวก ปกติ เมื่อกรรมอย่างหนึ่งให้ผลอยู่ กรรม
มันเคยมีมาครั้งหนึ่งและหมดไปแล้วปีหน้า บุคคลที่ดีที่สุดเหมือนเมล็ดพืชที่ดีที่สุด” อื่น ๆ ก็จะรอคอย”
เจ้า
“เวลานี้ มันมีผลหรือไม่?”
เมื่อถึงฤดูมีผลมันคงมีอีก
“ข้าพเจ้าไม่ค่อยเข้าใจอุปมาของ
“เวลานี้ผลซึ่งมันจะมีในปีหน้านั้น พระคุณเจ้านัก” พระเจ้าอโศกตรัส เจ้า
"ยังไม่ค่อยแจ่มแจ้งนัก พระคุณ
๙๔ กัลยาณมิตร มีนาคม ๒๕๓๕