ข้อความต้นฉบับในหน้า
สิบสองนะ กล่าวกันว่าเป็นฝีพระหัตถ์พระเจ้า
บรมวงศ์เธอ กรมหมื่นภูมินทร์ภักดี (พระราช
โอรสในรัชกาลที่๙ และเจ้าจอมมารดาเอมน้อย
ทรงกำกับกรมช่างสิบหมู่มาจนถึงรัชกาลที่ ๔)
นัยว่าทรงสร้างต้นรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระ
จอมเกล้าฯ และต่อมาหลังการเปลี่ยนแปลง
การปกครอง ๒๔๗๕ พระสถูปองค์นี้เป็นที่ประ
ดิษฐานพระอัฐิของพระองค์ รวมทั้งพระอัฐิของ
พระราชโอรสพระราชธิดา ตลอดจนพระราช
นัดดาบางพระองค์ในรัชกาลที่ ๓
ทั้งสองข้างหน้าพระสถูป
เจดีย์ย่อมุมไม้สิบสองใกล้มาทาง
มุมกำแพงนั้น มีเสาหินกลมสูง
ยอดเป็นดอกบัวตูมปูนปั้น ตั้งอยู่
บนแท่นหินสลักลายหลังพระเจดีย์
คือใกล้ตัวพระวิหารมีเสากลมสูง
หัวตัดเสาหนึ่งตั้งบนแท่นหิน เข้า
ใจว่าเคยมียอดบัวตูมเหมือนกัน
แต่คงหักแตกไป (ภายในวัดนี้ดู
จะมีเสาหินตามหน้าพระวิหาร
พระอุโบสถ หน้าพระสถูป สงสัย
ใช้แขวนโคมกระมัง ไม่รู้แน่นะ #
ฉันว่าของฉันเอง) ข้างหน้าเสามี
แท่นหินใหญ่แกะลวดลาย ฉัน
เข้าใจว่าคงมีสำหรับตั้งเครื่องเซ่น
แบบจีนกระมัง
ตัวพระวิหารพระยืนเป็นอา
คารขนาดเล็ก ทรงแบบจีนที่เรียกกันว่า “ทรงโรง
คือเป็นอาคารสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีเสาอยู่ข้างใน
พระเจดีย์
จากประตูข้างละบานด้วย หมายความว่าด้าน
หน้านั้นจะเรียงดังนี้ หน้าต่าง ประตู ประตู
หน้าต่าง ด้านหลังก็เช่นกัน ส่วนด้านข้างจะมี
หน้าต่าง ๓ บาน ทุกบานประตู และบานหน้า
ต่างปิดด้วยบานไม้คู่แบบบานประตูหน้าต่าง
วัดทั่วไปแหละ มีบันไดทางขึ้น ๓ ขั้น แต่ยาว
ตลอดตั้งแต่ประตูที่ ๑ ถึงประตูที่ ๒ เลย ที่ว่าง
ระหว่างประตูหน้า บันไดล่างท่าเป็นแท่นตั้ง
สิงโตขอม ฉันว่ามันคงเหงานะ เห็นมันนั่ง
เหม่อมองเจดีย์อยู่ตัวเดียว ไม่รู้
ว่ากำลังอธิษฐานขอคู่รึเปล่า
อ้อ เหนือประตูทางเข้า
พระวิหารทั้งสองประตูมีอักษรจีน
อยู่ในกรอบปูนปั้นที่ทำลวดลาย
คล้ายผืนผ้าที่พับไปมา
ฉันมองส่วนตกแต่งหลังคา
อย่างเพลิดเพลิน ก็มันคล้ายศาล
เจ้าพ่อเสือตรงใกล้วัดมหรรณ์ฯ
จังเลย แต่หลังคาลดเป็นสองชั้น
อย่างวัดไทยนะ มุงด้วยกระเบื้อง
เคลือบของไทยแทนของเดิมที่
ชำรุด ฉันชอบใจกระเบื้องชนิด
ลอนชิ้นน้อย ๆ อย่างนี้ เขาเรียก
กระเบื้องราง หรือบางทีเรียก
กระเบื้องกาบู (ชื่อเหมือนแขกนะ)
มันเป็นลอนเล็ก ๆ สวยดี พอ
เรียงซ้อน กัน มองไกล ๆ
เหมือนหลอดยาวเรียงลงมาถึงชายคา ต่อด้วย
กระเบื้องเชิงชายเคลือบสีเขียว มีลายหยิกหยัก
เท่านั้น ต่างจากพระวิหารตามวัดอื่น ๆ ทั่วไป ประดิษฐานพระอัฐิพระ คล้ายชายผ้าลูกไม้สวิสงั้นแหละ จริงนะ... เบญจ์
ๆ
ทั้งในสมัยกรุงศรีอยุธยาถึงรัตนโกสินทร์ตอนต้น
ที่เรามักเห็นเสาทั้งข้างในที่รองรับหลังคาและเสา
ข้างนอกรับน้ำหนักชายคาที่เรียกกันว่า “เสา
นางเรียง” ที่แปลกอีกอย่างก็คือ ธรรมดาโบสถ์
วิหารจะมีประตูทางเข้าด้านหน้าด้านหลังด้านละ
ประตู แล้วแต่ช่วงสมัย พระวิหารนี้มี ๒
ประตูเหมือนกันก็จริงอยู่ แต่มีหน้าต่างถัด
๒-๓
ราชโอรส พระราชธิดาและ
พระราชนัดดาในรัชกาลที่ ๓
น่าจะมาเห็นเองจะได้ซาบซึ้งอย่างฉัน
การตกแต่งประดับประดา ตั้งแต่สัน
หลังคาลงมาถึงชายคาเป็นแบบจีนแท้เลยเชียวละ
(ก็บอกแล้วไงว่าเหมือนศาลเจ้า) ตัวถะและรูป
สัตว์ใหญ่น้อยล้วนเป็นกระเบื้องเคลือบสี มี
ถ้วยโถโอชามเป็นตัวตกแต่งให้งามเด่นยิ่งขึ้น
เมื่อต้องแสงแดดก็สะท้อนแวววามเล่นสีตัดกัน
มีนาคม ๒๕๓๕ กัลยาณมิตร ๗๙