พระเจดีย์และพระวิหาร วารสารกัลยาณมิตร ปี 2535 ฉบับที่ 3 หน้า 81
หน้าที่ 81 / 112

สรุปเนื้อหา

สิบสองนะ กล่าวกันว่าเป็นฝีพระหัตถ์พระเจ้า บรมวงศ์เธอ กรมหมื่นภูมินทร์ภักดี (พระราช โอรสในรัชกาลที่๙ และเจ้าจอมมารดาเอมน้อย ทรงกำกับกรมช่างสิบหมู่มาจนถึงรัชกาลที่ ๔) นัยว่าทรงสร้างต้นรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระ จอมเกล้าฯ และต่อมาหลังการเปลี่ยนแปลง การปกครอง ๒๔๗๕ พระสถูปองค์นี้เป็นที่ประ ดิษฐานพระอัฐิของพระองค์ รวมทั้งพระอัฐิของ พระราชโอรสพระราชธิดา ตลอดจนพระราช นัดดาบางพระองค์ในรัชกาลที่ ๓ ทั้งสองข้างหน้าพระสถูป เจดีย์ย่อมุมไม้สิบสองใกล้มาทาง มุมกำแพงนั้น มีเสาหินกลมสูง ยอดเป็นดอกบัวตูมปูนปั้น ตั้งอยู่ บนแท่นหินสลักลายหลังพระเจดีย์ คือใกล้ตัวพระวิหารมีเสากลมสูง หัวตัดเสาหนึ่งตั้งบนแท่นหิน เข้า ใจว่าเคยมียอดบัวตูมเหมือนกัน แต่คงหักแตกไป (ภายในวัดนี้ดู จะมีเสาหินตามหน้าพระวิหาร พระอุโบสถ หน้าพระสถูป

หัวข้อประเด็น

- พระเจดีย์และพระวิหาร

ข้อความต้นฉบับในหน้า

สิบสองนะ กล่าวกันว่าเป็นฝีพระหัตถ์พระเจ้า บรมวงศ์เธอ กรมหมื่นภูมินทร์ภักดี (พระราช โอรสในรัชกาลที่๙ และเจ้าจอมมารดาเอมน้อย ทรงกำกับกรมช่างสิบหมู่มาจนถึงรัชกาลที่ ๔) นัยว่าทรงสร้างต้นรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระ จอมเกล้าฯ และต่อมาหลังการเปลี่ยนแปลง การปกครอง ๒๔๗๕ พระสถูปองค์นี้เป็นที่ประ ดิษฐานพระอัฐิของพระองค์ รวมทั้งพระอัฐิของ พระราชโอรสพระราชธิดา ตลอดจนพระราช นัดดาบางพระองค์ในรัชกาลที่ ๓ ทั้งสองข้างหน้าพระสถูป เจดีย์ย่อมุมไม้สิบสองใกล้มาทาง มุมกำแพงนั้น มีเสาหินกลมสูง ยอดเป็นดอกบัวตูมปูนปั้น ตั้งอยู่ บนแท่นหินสลักลายหลังพระเจดีย์ คือใกล้ตัวพระวิหารมีเสากลมสูง หัวตัดเสาหนึ่งตั้งบนแท่นหิน เข้า ใจว่าเคยมียอดบัวตูมเหมือนกัน แต่คงหักแตกไป (ภายในวัดนี้ดู จะมีเสาหินตามหน้าพระวิหาร พระอุโบสถ หน้าพระสถูป สงสัย ใช้แขวนโคมกระมัง ไม่รู้แน่นะ # ฉันว่าของฉันเอง) ข้างหน้าเสามี แท่นหินใหญ่แกะลวดลาย ฉัน เข้าใจว่าคงมีสำหรับตั้งเครื่องเซ่น แบบจีนกระมัง ตัวพระวิหารพระยืนเป็นอา คารขนาดเล็ก ทรงแบบจีนที่เรียกกันว่า “ทรงโรง คือเป็นอาคารสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีเสาอยู่ข้างใน พระเจดีย์ จากประตูข้างละบานด้วย หมายความว่าด้าน หน้านั้นจะเรียงดังนี้ หน้าต่าง ประตู ประตู หน้าต่าง ด้านหลังก็เช่นกัน ส่วนด้านข้างจะมี หน้าต่าง ๓ บาน ทุกบานประตู และบานหน้า ต่างปิดด้วยบานไม้คู่แบบบานประตูหน้าต่าง วัดทั่วไปแหละ มีบันไดทางขึ้น ๓ ขั้น แต่ยาว ตลอดตั้งแต่ประตูที่ ๑ ถึงประตูที่ ๒ เลย ที่ว่าง ระหว่างประตูหน้า บันไดล่างท่าเป็นแท่นตั้ง สิงโตขอม ฉันว่ามันคงเหงานะ เห็นมันนั่ง เหม่อมองเจดีย์อยู่ตัวเดียว ไม่รู้ ว่ากำลังอธิษฐานขอคู่รึเปล่า อ้อ เหนือประตูทางเข้า พระวิหารทั้งสองประตูมีอักษรจีน อยู่ในกรอบปูนปั้นที่ทำลวดลาย คล้ายผืนผ้าที่พับไปมา ฉันมองส่วนตกแต่งหลังคา อย่างเพลิดเพลิน ก็มันคล้ายศาล เจ้าพ่อเสือตรงใกล้วัดมหรรณ์ฯ จังเลย แต่หลังคาลดเป็นสองชั้น อย่างวัดไทยนะ มุงด้วยกระเบื้อง เคลือบของไทยแทนของเดิมที่ ชำรุด ฉันชอบใจกระเบื้องชนิด ลอนชิ้นน้อย ๆ อย่างนี้ เขาเรียก กระเบื้องราง หรือบางทีเรียก กระเบื้องกาบู (ชื่อเหมือนแขกนะ) มันเป็นลอนเล็ก ๆ สวยดี พอ เรียงซ้อน กัน มองไกล ๆ เหมือนหลอดยาวเรียงลงมาถึงชายคา ต่อด้วย กระเบื้องเชิงชายเคลือบสีเขียว มีลายหยิกหยัก เท่านั้น ต่างจากพระวิหารตามวัดอื่น ๆ ทั่วไป ประดิษฐานพระอัฐิพระ คล้ายชายผ้าลูกไม้สวิสงั้นแหละ จริงนะ... เบญจ์ ๆ ทั้งในสมัยกรุงศรีอยุธยาถึงรัตนโกสินทร์ตอนต้น ที่เรามักเห็นเสาทั้งข้างในที่รองรับหลังคาและเสา ข้างนอกรับน้ำหนักชายคาที่เรียกกันว่า “เสา นางเรียง” ที่แปลกอีกอย่างก็คือ ธรรมดาโบสถ์ วิหารจะมีประตูทางเข้าด้านหน้าด้านหลังด้านละ ประตู แล้วแต่ช่วงสมัย พระวิหารนี้มี ๒ ประตูเหมือนกันก็จริงอยู่ แต่มีหน้าต่างถัด ๒-๓ ราชโอรส พระราชธิดาและ พระราชนัดดาในรัชกาลที่ ๓ น่าจะมาเห็นเองจะได้ซาบซึ้งอย่างฉัน การตกแต่งประดับประดา ตั้งแต่สัน หลังคาลงมาถึงชายคาเป็นแบบจีนแท้เลยเชียวละ (ก็บอกแล้วไงว่าเหมือนศาลเจ้า) ตัวถะและรูป สัตว์ใหญ่น้อยล้วนเป็นกระเบื้องเคลือบสี มี ถ้วยโถโอชามเป็นตัวตกแต่งให้งามเด่นยิ่งขึ้น เมื่อต้องแสงแดดก็สะท้อนแวววามเล่นสีตัดกัน มีนาคม ๒๕๓๕ กัลยาณมิตร ๗๙
แสดงความคิดเห็นเป็นคนแรก
Login เพื่อแสดงความคิดเห็น

หนังสือที่เกี่ยวข้อง

Load More