ข้อความต้นฉบับในหน้า
งดงามดูมีชีวิตชีวามาก
“นี่ถ้าต้องแสงจันทร์คงงามไม่แพ้กันนะ
คงจะสวยเย็น ๆ ดูสงบดี ลักขณ์เราลองมา
สักตอนที่ ๑ - ที่ ๒ กันมั้ย” เอ...ไม่รู้ว่าพี่นิภา
มีอารมณ์โรแมนติกหรือแกล้งชวน เพราะเห็น
ฉันบ้าศิลปกรรมโบราณกันแน่
“เอางั้นจริงนิภา น้าอนุญาตนะ” น้า
น้อยแซวยิ้ม ๆ แล้วหันมาถามฉัน
“แล้วลักขณ์จะมาด้วยมั้ย น้าจะได้
อนุญาตพร้อมกันไปเลย”
“ไม่หรอกค่ะ ให้พี่นิภามาคนเดียวดีกว่า”
“ทำไมล่ะ มาด้วยกัน บรรยากาศดีนะ
คงเย็นสบายด้วย”
“ไม่ดีหรอกพี่ ก็... ลักขณ์เกรงพระทัย
เจ้านายที่ประทับในพระเจดีย์ เดี๋ยวท่านจะคุย
กันไม่สนุกเมื่อเห็นคนแปลกหน้า"
น้าน้อยและพี่นิภาหัวเราะคำพูดของฉัน
ก็แหม....เบญจา ใครจะบ้าจี้ชมหลังคาวัดวา
อารามตอนดึกดื่นเที่ยงคืนล่ะ ต่อให้หลงใหล
คลั่งไคล้ศิลปะก็เถอะ ต่อให้คืนวันเพ็ญเดือน
สิบสองด้วย ! มันคงไม่ใช่ดูสงบหรอก ฉันว่า
มันคงวังเวงเย็นยะเยือกมากกว่าเบญจว่าจริงมั้ย
ยิ่งลูกน้องหอนโหยหวน มันยิ่งน่าเผ่น
มากกว่าน่าอยู่นะ เบญจ์ว่าไง
เอาละ ฉันจะบอกว่าทำไมฉันจึงเพลิน
ชมหลังคาพระวิหารพระยืน ก็สันหลังคาเขา
ประดับมังกรสีเขียว ๒ ตัว เลื้อยตามความ
ยาวของหลังคา หันหน้าเข้าหากันโดยมีถะ
เล็ก ๆ ๕ ชั้นกั้นอยู่ เวลาแสงแดดต้องตัวมังกร
เกล็ดของมันสะท้อนเป็นมันละเลื่อมเหมือนมี
ชีวิตจิตใจ และกำลังโลดแล่นเข้าหากันด้วยความ
คิดถึงงั้นแหละ ส่วนขอบข้าง ๆ ของสันหลังคา
ชั้นบนก็ดี ชั้นลดก็ดี
และชั้นลดเขียนลายมังกรบ้าง หงส์จีนบ้าง
สลับดอกไม้ใบไม้ แต่สีจางไปไม่น้อย แต่
ก่อนคงสวยกว่านี้แน่ ปลายมุมของชายคาชั้น
ล่างประดับด้วยกระเบื้องเคลือบสีต่าง ๆ ลาย
ตลอดจนขอบชายคาบน
สิงห์ซ่อมที่
เป็นหัวมังกรพ่นไฟหรือปลาพ่นน้ำก็ไม่รู้ แทน
หางหงส์อย่างวัดไทย คล้าย ๆ ชายคาศาลา
ท่าฉนวน ซึ่งฉันส่งรูปมาให้เบญจ์ดูในจดหมาย
ฉบับที่แล้ว เบญจ์ลองย้อนไปดูหน่อยนะจ๊ะ จะ
ได้เห็นความงามของลาย แต่แรกฉันเข้าใจว่า
เป็นพวงหางสิงโตเลยเขียนบอกไปเช่นนั้น ใช้
กล้องขยายดูรูปใหม่จึงรู้ว่าผิดฉมัง ขอโทษ
ทีนะจ๊ะที่ฝอยผิดไปหน่อย
หน้าบันพระวิหารก็แปลกตาไม่น้อย
ประดับกระเบื้องเคลือบสีทำลวดลายกิ่งไม้ใบไม้
และดอกเบญจมาศเลื้อยไปมาเป็นเครือเถาเขียว
แหละ ตรงกลางหน้าบันประดับถ้วยเบญจรงค์
๓ ใบในแนวตั้ง แล้วยังแปะถ้วยชามไว้เป็นระยะ ๆ
ทั้งหน้าบันอย่างงดงาม ฉันนับได้ ๑๓ ใบ ฉันขอ
ตัววิ่งไปดูหน้าบันด้านหลังก็เห็นเป็นลายเดียวกัน
ต่างกันที่ถ้วยชามที่ประดับเป็นระยะ ๆ นั้นมีถึง
๑๓ ใบ
ผนังด้านนอกตอนบนเหนือหน้าต่างแต่
ละบาน มีรูปผลไม้ต่าง ๆ บานละชนิด เช่น
ส้มมือ ทับทิม และลูกท้อ ล้วนเป็นสัญลักษณ์
ความเป็นสิริมงคลของจีน ทำให้ฉันคิดถึงคำ
“ฮก ลก ซิ่ว” ที่คุณกุ้งเคยอธิบายความหมาย
พร้อมทั้งให้พวกเราดูตุ๊กตากระเบื้องจีนที่เป็นรูป
ล
นั่งเดียวดายระหว่างประตู ผู้ชาย ๓ คน หน้าตาและการแต่งกายเป็น
แบบ เบญจอาจลืมไปแล้ว ฉันขอฉายซ้ำตาม
คุณกุ้งเคยพูดนะจ๊ะ
ทางเข้าพระวิหารพระยืน
“ฮก” แปลว่า วาสนาสูง ฉันเคยได้ยิน
คนไทยสมัยนี้ใช้คำว่า “โชคดี” แทน หมายถึง
ใครก็ตามที่เกิดมาในครอบครัวที่ดี (ในที่นี้
หมายถึงคนดี) ทำงานประสบความสำเร็จด้วย
ดีหรือทำจนร่ำรวย และปลายชีวิตก็ไม่ลำบาก
เพราะมีลูกดี อยู่ในโอวาทและกตัญญูรู้คุณ
นับว่าผู้นั้นมีวาสนาดีที่ไม่ต้องลำบากกาย-ใจ
คนไทยถือว่าโชคดี ๓ ชั้นแล้วคือ เกิดดี ทำ
งานดี มีลูกดี เขาจะทำเป็นรูปผู้ชายมีหนวด
เคราสีดำ อุ้มเด็กหนึ่งคน (หนวดเคราดำ
แสดงว่ายังไม่แก่นัก ได้ทันเห็นและได้อุ้มลูก
๔๐ กัลยาณมิตร มีนาคม ๒๕๓๕