ข้อความต้นฉบับในหน้า
(ต่อจากฉบับที่แล้ว)
เบญจ์ที่รัก
ร
ตามลักขณ์เที่ยว
เริ่มลงตั้งแต่ฉบับที่ ๕๙ ปีที่ ๕ พฤศจิกายน ๒๕๓๓
วัดราชโอรสา
ะยะนี้ เราต่างเงียบนะ
3 เบญจ์เงียบหายไป คงดู
หนังสือหนัก ส่วนฉัน
เป็นหวัดงอมแงมทั้ง ที่ไม่ใช่
ๆ
หน้าฝนสักหน่อย ก็หวัดแดดไงล่ะ
เล่นเอาไม่อยากทำอะไรเลย อยาก
แต่นอนลูกเดียวก็เพราะมึนหัว
เมายาทั้งวัน วันนี้ค่อยยังชั่วเลย
รีบหยิบกระดาษวาดอักษรเล่าเรื่อง
วัดราชโอรสฯต่อเป็นตอนที่ ๓
วันนั้นฉันเกือบจะเดินเข้า
ประตูกำแพงแก้วสู่เขตพระอุโบสถ
อยู่แล้ว แต่น้าน้อยยับยั้งฉันด้วย
การเสนอว่า เราควรไปชมพระ
วิหารพระยืนก่อนดีกว่า ซึ่งเชื่อ
กันว่า ณ ที่นั้นเคยเป็นโบสถ์เก่า
เก๋ากึกมาก่อน เพราะมีพระพุทธรูปเก่าหลายองค์
ส่วนเขตพระอุโบสถมีของดีน่าชมหลายอย่าง
เดี๋ยวฉันจะติดใจใหลหลงไม่เป็นอันดูที่อื่น พี่
นิภารีบสนับสนุนเชียวละ ด้วยเหตุนี้สามทหาร
เสือหญิง จึงย้อนขึ้นมาทางทิศเหนือด้านคลอง
บางหว้า นั่นหมายถึงพระวิหารฯอยู่ทางซ้าย
ของพระอุโบสถ
พระวิหารพระยืน มีกำแพงแก้วล้อม
เป็นเขตเฉพาะล่วงหน้า โดยกำแพงหักมุมเป็น
ข้อศอก ทั้งด้านเหนือและใต้ แล้วต่างมุ่งไป
ทางตะวันตก ในตัวอาคารพระ
วิหารฯ กำแพงแก้วที่ล้อมเป็น
เขตนั้น ก่ออิฐโบกปูนสูงจากพื้น
ดินขึ้นมาสักครึ่งเมตร แล้วกรุ
กระเบื้องเคลือบปรุสีเขียวเข้มบ้าง
น้ำตาลบ้างจึงต่อด้วยขอบกำแพง
คำนวณแล้วกำแพงแก้วสูงไม่น้อย
กว่าเมตรครึ่ง เหนือประตูทางที่
ฉันเข้า เขาทำาเป็นซุ้มลดหลั่น
เป็นเชิงชั้น ชั้น หลังคาทรง
เก๋งจีน นั่นแหละเบญจ์ ตบแต่ง
ด้วยถ้วยชามแจกันกระเบื้องเคลือบ
สีของจีนทําเป็นรูปผลไม้ และสัตว์
นานาชนิด เช่น สิงโต ควาย หมู
และกวางตัวเล็กๆน่ารักทั้งนั้นเลย
มีการเขียนลายแบบจีนด้วยสีสดใส
ด้วยนะ แต่น่าเสียดายกระเทาะ
แหว่งหายเสียเยอะทั้งกระเบื้องตกแต่งและลาย
ภาพเขีย
ภาพเขียนสี เขียน ซุ้มประตูอีก ๒ ด้านก็ทำแบบเดียวกัน
สดใสและรูปสัตว์ประดับ
กระเบื้องที่ยังเหลืออยู่ของ
ซุ้มประตูทรงจีน
ยังหลงเหลือความงามอยู่บ้าง แม้ว่าจะกระเทาะ
แหว่งเสียแยะ แต่ถ้ากรมศิลปากรปล่อยปละ
ละเลย
ก็น่าเสียดายที่คนรุ่นลูกหลานเบญจ
และฉันคงไม่มีโอกาสแม้แต่จะเห็นซากความงาม
เหล่านั้น
พอเราทั้งสามก้าวพ้นซุ้มประตูกำแพงแก้ว
ด้านหน้า ก็เจอพระสถูปใหญ่ขวางอยู่บังประตู
เข้าพระวิหารมิดเลย เป็นพระเจดีย์ย่อมุมไม้
๒๘ กัลยาณมิตร มีนาคม ๒๕๓๕