ข้อความต้นฉบับในหน้า
ชาวบ้านมาก แม้กระทั่งชาวจีนก็มาสักการะ
บูชา ถึงขนาดสมัยก่อนเคยจัดงิ้วแก้บนหน้า
พระวิหารบ่อย ๆ”
ด้านหลังของพระประธานเป็นผนังฉาบ
ทั้งซ้ายและขวา
ปูนถึงเพดานกั้นส่วนหลัง แต่ปิดไม่หมดนะ มี
ช่องทางให้เราเดินผ่านเข้าไปได้ทั้งซ้าย
พี่นิภาผู้ว่องไวเดินเข้าไปก่อนแล้วย้อนมาปุ๋ยใบ้
ส่งสัญญาณให้ฉันตามเข้าไป น้าน้อยยิ้มขำ ๆ
๑๐
แล้วก็เดินนำหน้า พอพ้นช่องทางเดินฉันก็เห็น
พระพุทธรูป องค์ ประทับนั่งเรียงรายล้อม
เป็นหมู่ได้ระยะงามเชียวละ แล้วก็ไม่บังกันด้วย
แสดงว่าตั้งใจจัดให้งามแต่แรก มิใช่สร้างทีละ
"พระวิหารพระยืนนี้เขาสันนิษฐานกันว่า
เดิมคงเป็นโบสถ์เก่าของวัดก่อนที่จะได้รับการ
ปฏิสังขรณ์และสถาปนาในสมัยรัชกาลที่ ๒
บ้างก็ว่าวัดนี้คงมีมาตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนต้น
บ้างก็ว่าสร้างสมัยอยุธยาตอนกลาง
“เอ๊ะ! ยังไงกันแน่” เสียงพี่นิภาพึมพำ
น้าน้อยคงได้ยินจึงอธิบายต่อไปว่า
“พระพุทธรูปหมู่นี้มีลักษณะพระพักตร์
เป็นแบบอยุธยานะ ต่างจากสมัยเชียงแสนและ
สุโขทัย ตรงที่มีไรพระศกด้วย ส่วนพระศกที่
เป็นก้นหอยมีขนาดเล็กมากอย่างที่เรียกว่า
หนามขนุน ยอดพระเมาลีเป็นเปลวไฟ พระ
องค์สององค์แล้วนำมาตั้งไว้ องค์ใหญ่สุดอยู่
กลาง เป็นปางสมาธิ ผินพระพักตร์ไปทาง
ค.
ตะวันออก (หันเข้าหาผนังกั้น) ส่วนองค์ที่อยู่
ล้อมรอบมีขนาดย่อมและเล็กลดหลั่นลงมา
ตามลำดับชั้น มีอยู่ ๒ ปางคือ กลุ่มที่นั่งหน้า
องค์ใหญ่เป็นปางมารวิชัย กลุ่มที่ผินพระพักตร์
ไปทางเหนือและใต้เป็นปางสมาธิ ส่วนพระ
โมคคัลลาน์ พระสารีบุตร พุทธอัครสาวก ยืน
ประนมมือเข้าเฝ้าพระพุทธองค์อยู่ด้านข้างทั้ง
ซ้ายและขวา
าลาการเปรียญทรงโรง
พักตร์ค่อนข้างแข็งแต่ก็งาม เข้าใจว่าคงจะ
เป็นพระพุทธรูปสมัยอยุธยาตอนกลาง เพราะ
ช่วงนี้พระพุทธรูปมีลักษณะงามที่สุดของอยุธยา
เอ้า... หลาน ๆ มาเถอะ ทางนี้หมดแล้ว เรา
ย้อนกลับไปพิจารณาพระพุทธรูปยืนอีกทีดีกว่า”
ว่าแล้วน้าน้อยก็พาเราเดินย้อนออกมาด้าน
หน้าแล้วพูดว่า
“น้าบอกเธอแต่แรกแล้วว่าชาวบ้านเรียก
หลวงพ่ออู่ทอง ก็ลองพิจารณาพระพักตร์ มี
ลักษณะค่อนข้างแข็งกว่าสมัยอยุธยาตอนกลาง
๘๔ กัลยาณมิตร มีนาคม ๒๕๓๕