ข้อความต้นฉบับในหน้า
คล้ายพระพุทธรูปสมัยอู่ทอง
หนามขนุนก็จริง แต่ไม่มีเส้นไรพระศกเป็น
กรอบพระพักตร์ เห็นมั้ยจ๊ะ”
เรารับคำว่า “ค่ะ” พร้อมกันก็น้าน้อย
พระศกเป็น
พูดเช่นนี้ก็เพราะเมื่อฉันไปยืนดูก็ว่าเหมือนกัน
แต่เมื่อนำรูปมาเทียบจึงรู้ว่าต่างกัน ดังนั้นถ้า
ดูทีละทีก็ไม่รู้หรอกว่าต่างกันตรงไหน ก็โถ!
มันตาลายด้วยความงามละลานตาไปหมด อีก
ทั้งพระวิหารพระยืนกับศาลาการเปรียญก็อยู่
ห่างกันโดยมีความงามของพระอุโบสถคั่นกลาง
ใครจะจำได้ถึงลายละเอียดของความเหมือน
และความต่างของหน้าบันละ ฉะนั้นฉันขอ
สรุปอีกทีว่าศาลาการเปรียญและพระวิหารพระ
อธิบายและชี้ให้ดูแต่ละจุดของพุทธลักษณะ
ทำให้พี่นิภาและฉันหายข้องใจเป็นปลิดทิ้งนะซิ
เมื่อเราออกมาข้างนอกเขตพระวิหาร
พระยืน พี่นิภาก็พูดว่า
“น้าคะ ภาเห็นมีอีกพระวิหารหนึ่งนะคะ
อยู่ทางขวามือของพระอุโบสถ รูปร่างเหมือน
พระวิหารพระยืนเปี๊ยบเลย เป็นพระวิหารพระนั่ง
ใช่มั้ยคะ"
ยืน มีลักษณะอาคารและการตกแต่งหลังคา
เหมือนกันจนเรียกว่าเป็นฝาแฝดกันก็คงไม่ผิดนัก
แม้แต่ผนังด้านนอกเหนือหน้าต่างก็เขียนรูป
“เป็นศาลาการเปรียญจะ เออ...จริงซินะ
น้าว่าหลาน ๆ ควรไปชมเสียตอนนี้เลยดีมั้ย”
น้าน้อยจบคำพูดถึงถาม แล้วก็เดินนำไปเลย
โดยผ่านกำแพงแก้วเขตพระอุโบสถไปทางใต้
แล้วฉันก็ได้เห็นอาคารขนาดเล็ก
รูปทรงเหมือนพระวิหารพระยืนอย่างที่พี่นิภาว่า
แม้แต่การตกแต่งหลังคาด้วยมังกรและถะ
ตลอดจนการเขียนลวดลายแบบจีนด้วยสีสดใส
ก็เหมือนกัน ลายหน้าบันแม้ไม่เหมือนกันทีเดียว
แต่ก็คล้ายกันจนดูแทบไม่ออกเชียวละ ที่กล้า
พระประธาน
ในศาลาการเปรียญ
ผลไม้เช่นกัน เพียงแต่ไม่มีสิงห์ขอมนั่งหงอย
เหงาเท่านั้น
บานประตูศาลาการเปรียญปิดทอง
ล่องชาดด้วยลายดอกไม้ ใบไม้ ต้นไม้ และ
นกยูงแต่เลื่อนไปเกือบหมด
ด้านในซิยังพอ
เห็นอยู่ ส่วนบานหน้าต่างเป็นลายอาวุธจีน
ดอกไม้ ผีเสื้อ สอดสีแบบจีนก็ดูสวยดีนะ แต่ก็
เลือนลางมากพอเห็นเป็นลายเส้นเมื่อเพ่งมอง
เท่านั้น น้าน้อยว่าแต่ก่อนนี้ เพดานสวยมาก
เชียวนะ แม้ลวดลายจะหายไปบ้างก็ตาม คือ
มีนาคม ๒๕๓๕ กัลยาณมิตร ๘๕