ข้อความต้นฉบับในหน้า
“คราวนี้ชาวกรุงถูกหลอกเสียเอง ฮิ..ฮิ.."
เสียงลูกศิษย์หนุ่มสอดขึ้นพร้อมกับหัวเราะ พา
ให้เพื่อนๆ และคนเล่าหัวเราะไปด้วย
“ใช่จ้ะ ชาวกรุงเทพฯถูกต้มจนยุ่ยไปเลย
คนต้มก็ไม่ใช่ชาวเขาธรรมดานะ แต่เป็นชาวเขา
“อาจารย์หมดตัวไปเท่าไรคะ” ไกด์สาว
น้อยๆ ไงล่ะ เสื้อผ้าพวกเธอสวยนะ ดูในรูปสิ
สวยน่ารักทั้งนั้นเลย พวกเด็กๆ จะออกจาก
บ้านแต่เช้า มาเดินเตร่อยู่แถวสุดชายแดนไทย
ต่อพม่า พอคนกรุงเทพฯหรือคนต่างถิ่นมาถึง
สุดชายแดน ที่มีป้ายเขียนว่า สุดแดนสยาม ก็
มักจะถ่ายรูปกันเป็นที่ระลึก เด็ก ๆ พวกนี้ ตัวเล็กๆ ที่น่ารักเสียด้วยซิ
บางทีก็มีเด็กชาวเขาเผ่าอื่นด้วยก็จะมารุมถามว่า
ถ่ายรูปกับหนูมั้ยคะเราเห็นแปลกตาและน่ารักดี ถาม
แล้วครั้งแรก ๆ ครูก็คิดว่าเด็ก ๆ พวกนี้คง
อยากถ่ายรูปกับคนกรุง คนแปลกถิ่นกระมัง ก็
รีบพยักหน้ารับ แล้วผลัดกับเพื่อนๆ ไปยืนเต๊ะ
ท่าที่ป้าย ถ่ายรูปร่วมกับเด็ก ๆ เดี๋ยวถ่าย
กับชาวเขากลุ่มโน้น เดี๋ยวถ่ายกับกลุ่มนี้ บ้างก็
เลือกถ่ายกับบางคนที่แต่งตัวสวยงาม จนจำ
แทบไม่ได้ว่าเผ่าไหนเป็นเผ่าไหน ถ่ายไปแล้ว
รูป ถ่ายกับเด็กคนไหนบ้าง” น้าน้อยพูดไปยิ้ม
ไป คงนึกขำอะไรกระมัง
“พอถ่ายเสร็จ พวกเด็ก ๆ ก็มารุม ครูก็
บอกขอบอกขอบใจ แจกขนมที่มีอยู่ให้ไป เอ๊ะ.....
ยังไม่ยอมจาก บอกว่ายังไม่ได้ให้เงินหนูเลย
ครูก็งง ถามว่าค่าอะไร เขาว่า ค่าถ่ายรูป ครูก็
เกิดอาการเป็นงง เอ๊ะ อยากถ่ายรูปกับเรา เรา
ก็ถ่ายให้ ทำไมจึงคิดเงินกับเราอีก สงสัยเป็น
เด็กขอทานกระมัง แต่ก็ถามนะว่าคนละเท่าไร
เขาตอบว่าไงรู้มั้ย ค่าตัวถ่ายรูปนะ คนละ ๑๐
บาท คุณถ่ายกับผม ๒ ที่ ก็ลองสิบ
“สองสิบ เท่าไรคะ ๒๐ ใช้มั้ยคะ” กุ้งฝอย
สนใจถาม
“ใช่จะ สองสิบ ๒๐ เขาก็พูดถูกนะ สิบ
๒ ครั้ง เป็นสองสิบนะ ก็สิบ ๓ ครั้ง ยังเป็น
สามสิบเลย สิบ ๔ ครั้งก็เป็นสี
ครั้งก็เป็นสี่สิบ จริงมั้ยกุ้ง
“ครูถ่ายไปหลายรูปนะ กับหลายคนด้วย
บางทีก็ครั้งละคนสองคน บางทีก็ร่วมสิบ เลย
ต่อรองเพราะแจกจ่ายไม่ไหว เพื่อน ๆ และครู
จึงตกลงกันว่า เพื่อไม่ให้เด็ก ๆ กว่า ๑๐ คน
เสียน้ำใจ แล้วเราก็ซื้ออะไรที่ไม่เป็นเรื่องก็
หลายอย่างหลายอัฐ เลยลงมติเป็นเอกฉันท์
จ่ายเด็กเป็นรายตัวไปเลย ด้วยความสงสาร
ครูก็จ่ายไปเกือบ ๒๐๐ เพื่อนอีก ๔-๕ คนก็
จ่ายคนละเท่าๆ กัน วันนั้นเด็กชาวเขาคงยิ้มมี
ความสุขเชียวละ ได้ไปคนละ ๕๐-๖๐ บาท
เราต้องจ่ายทีละคนนะ พวกเรารวมกันไม่ได้
เพราะบางทีเด็กแกก็ไม่ยอมเข้าใจ วันนั้นเด็กๆ
ยืนเรียงเป็นแถวยาวเชียว เราก็เดินเรียงแถว
เหมือนกัน แจกไปทีละคนตั้งแต่หัวแถวยันหาง
แถว ราวกับเดินหยอดสตางค์ใส่บาตรแน่ะ
เพียงแต่ไม่มีเสียงดังก๊องแก๊งเหมือนเศษสตางค์
กระทบก้นบาตรเท่านั้น เด็ก ๆ คงได้รับการฝึก
มารยาทมาพอควร รู้จักไหว้ขอบคุณ แล้วยังมี
การให้เราชักรูปแถมไม่เอาเงินอีกครั้งด้วย”
ขณะน้าน้อยเล่าความหลัง นอกจากยิ้มแล้วยัง
คลอเสียงหัวเราะไปด้วย คงนึกขำเรื่องราวครั้ง
กระโน้นเป็นแน่
“แหม ครูก็เรื่อยเปื่อยคุยไปเสียไกล ขอ
ฝอย” แล้วน้าน้อยก็ตัดบทและเล่าเรื่องถ่ายรูป ตัดบทมาพูดเรื่องปลูกบ้านของชาวเผ่าลีซอต่อ
กับเด็กชาวเขาต่อ
“ครูกับเพื่อน ๆ มองหน้ากันแล้วก็ขำ
หัวเราะกันใหญ่ ทำไมจะไม่ขำล่ะ ทุกที่เคยได้
ยินแต่ข่าวคนบ้านนอกคนต่างจังหวัด ถูกคน
ในเมืองหรือคนกรุงเทพฯหลอก”
เลยนะคะ ลีซอส่วนใหญ่ปลูกบ้านยกพื้นสูง ครู
เข้าใจว่าคงป้องกันความชื้นจากฝนที่ตกชุก
และป้องกันสัตว์ด้วย เช่น เสือ งู โดยเฉพาะ
อย่างยิ่งงูพิษนานาชนิด มักชุกในหน้าฝน”
อ่านต่อฉบับหน้า
กัลยาณมิตร มกราคม ๒๕๓๙ ๙๙