ข้อความต้นฉบับในหน้า
จากความอึดอัด คับแคบ เวลาใจเราอยู่กับกายมนุษย์หยาบ จะ
รู้สึกอึดอัด คับแคบ เซ็ง เครียด เบื่อ กลุ่ม ไม่ค่อยได้ดังใจ
กระสับกระส่าย ทุรนทุราย แต่พอใจไปหยุดอยู่ตรงกลางกายฐานที่
๗ ใจจะหลุดพ้นจากกายหยาบ ความรู้สึกว่ามีตัวตนก็หมดไป
รู้สึกเหมือนไม่มีร่างกาย เป็นอิสระ เป็นหนึ่งเดียวกับบรรยากาศ
เป็นบรรยากาศแห่งความบริสุทธิ์ที่มีความเบาสบายทั้งร่างกาย
และจิตใจ ในความรู้สึกที่โล่งโปร่งเบาสบาย ใจเบ่งบานขยาย
ออกไปจนกระทั่งไม่มีขอบเขต เหมือนเราเป็นอันหนึ่งอันเดียว
กับจักรวาลกับอวกาศโล่งๆ สบายๆ อย่างนั้น และยิ่งหยุดนิ่ง
หนักเข้า นิ่งแน่นหนักเข้า คือใจไม่ไปไหน อยู่ตรงนั้นอย่างเดียว
ความสบายก็ยิ่งเพิ่มพูน อาการขยายก็ยิ่งเพิ่ม เบาสบายมากขึ้น
จนกระทั่งถึงจุดๆ หนึ่ง เห็นดวงใสบริสุทธิ์ ผุดเกิดขึ้น
มาในกลางของการหยุดนิ่ง ตรงฐานที่ ๗ ดวงนั้นแหละ คือ
ดวงธรรมภายใน ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นแห่งความบริสุทธิ์
ความบริสุทธิ์ เราจะรู้ได้เมื่อเข้าไปถึงดวงธรรมดวงนี้
ครั้งแรก เราจะเห็นสัญญาณแห่งความบริสุทธิ์ หรือนิมิตหมาย
แห่งความบริสุทธิ์ จะเป็นความใส ความสว่างของดวงธรรม
ยิ่งใสมาก สว่างมาก ก็ยิ่งบริสุทธิ์มาก ยิ่งบริสุทธิ์มากเท่าไรใจก็
ยิ่งเป็นอิสระมากขึ้น ยิ่งมีความสุขมากขึ้น เราจะเริ่มเข้าใจอะไร
ต่างๆ ได้ไปตามความเป็นจริงมากขึ้นกว่าเดิม
แต่เดิมเราเข้าใจแค่เป็นตัวหนังสือ เป็นความเข้าใจใน
ระดับพื้นผิว จากการได้อ่าน ได้ยิน ได้ฟัง ว่าตัวเราไม่ใช่ของเรา
แต่พอเข้าถึงดวงธรรม เราจะเข้าใจแจ่มแจ้งขึ้น เริ่มยอมรับว่า
ร่างกายเป็นเพียงเครื่องอาศัยเป็นเพียงทางผ่านเพื่อเดินทางต่อไป
จนกระทั่งเข้าถึงกายมนุษย์ละเอียด ถึงชีวิตภายในที่ละเอียด
ประณีตกว่ากายหยาบ มีลักษณะคล้ายๆ ตัวเรา แต่งดงามกว่า
สดใสกว่า สว่างกว่า
เมื่อเราเข้าไปเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับกายมนุษย์ละเอียด
จนกระทั่งมีความรู้สึกเป็นชีวิตเดียวกัน จิตใจดวงเดียวกัน
ตอนนี้ความแจ่มแจ้งก็จะมากขึ้น ลึกซึ้งไปกว่าเดิม รู้ว่ากาย
มนุษย์หยาบไม่ใช่ของเราจริง ไม่ใช่ตัวเราจริง เป็นเพียงเครื่อง
อาศัยเหมือนบ้านเรือน เหมือนเสื้อผ้า ไม่มีความรู้สึกผูกพันใน
กายมนุษย์หยาบ และสิ่งที่เกี่ยวเนื่องกับกายมนุษย์หยาบไม่ว่า
จะเป็นสมบัติพัสถาน ลาภ ยศ หรืออะไรก็แล้วแต่ จะรู้สึกเฉยๆ
เมื่อเข้าถึงกายมนุษย์ละเอียดจะเป็นอย่างนี้ แล้วก็จะเป็นใน
ทำนองอย่างนี้ไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเข้าถึงกายทิพย์ กายรูปพรหม
กายอรูปพรหม กระทั่งถึงกายธรรม
กายธรรม คือ กายที่อยู่ในภาคแห่งความเป็นสาระ
แก่นสาร มีคุณสมบัติ ๓ อย่าง คือ เป็นนิจจัง สุขัง อัตตา เป็น
กายที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลง คือ ทรงรูปอย่างนี้ใสบริสุทธิ์เป็นแก้ว
งามไม่มีที่ติ ใสเกินใส สวยเกินสวย ประกอบไปด้วยลักษณะ
มหาบุรุษครบถ้วนทุกประการ เกตุดอกบัวตูม แล้วก็มีความ
เป็นอยู่อย่างเรียบง่ายตั้งแต่เครื่องนุ่งห่ม ซึ่งแตกต่างจากกายอื่นๆ
กายมนุษย์ กายทิพย์ พรหม อรูปพรหมจะมี
เครื่องประดับประดา สวยงามประณีตแบบโลกียภูมิ แต่พอ
เข้าถึงกายธรรมตั้งแต่กายธรรมโคตรภูเป็นต้นไป เครื่องนุ่มห่ม
ก็เป็นแบบพระ เรียบง่าย สงบเสงี่ยม สง่างาม มีความอิ่มเต็ม
เพียงพอ ไม่กระหาย สงบ ตั้งมั่น บริสุทธิ์ แล้วก็คงที่ เป็น
แหล่งกำเนิด เป็นเนื้อเป็นหนังของความสุขที่แท้จริง เป็นความ
สุขที่บริสุทธิ์ ซึ่งแตกต่างจากความสุขแบบมนุษย์ สุขแบบเทวดา
พรหม อรูปพรหม
สุขแบบมนุษย์ก็คือ ความเพลิน สนุกสนาน แล้วก็มี
ความทุกข์เจือปนกันอยู่ในนั้น แต่ความสุขจากการเข้าถึงธรรม
เป็นความสุขที่สะอาด บริสุทธิ์ เป็นอิสระ กว้างขวาง ไม่คับ
แคบ มีความเบิกบานเป็นนิจ เป็นความเคลื่อนไหวที่อยู่ในกาย
ที่นิ่งสงบ เหมือนมีพลังที่อัดแน่นเต็มเปี่ยม พลังแห่งความ
บริสุทธิ์อยู่ในกายที่นิ่งสงบ ปากปิดสนิท ไม่ได้ทำกิจแบบมนุษย์
สงบนิ่ง ตั้งมั่น นี่ธรรมกายเป็นอย่างนี้ แล้วก็มีปัญญา ความ
รอบรู้ต่างๆ เกี่ยวกับเรื่องราวของชีวิตได้แจ่มแจ้งขึ้นมากทีเดียว
จนกระทั่งไปสู่ความบริสุทธิ์ที่ยิ่งขึ้นไป และหลุดพ้นจากกิเลส
อาสวะอย่างแท้จริง
สิ่งใดที่ไม่เป็นสาระแก่นสารของชีวิตก็ปล่อยไป มีแต่
กายที่เป็นสาระแก่นสาร คือ กายธรรม และต่อจากนี้ไปก็มีแต่
กายธรรมในกายธรรม กายธรรมในกายธรรม คงที่ไปตลอด
เส้นทาง ไม่มีการเปลี่ยนแปลง จะแตกต่างกันเพียงความใส
ความสว่าง ความบริสุทธิ์ ขนาดโตใหญ่ แต่พิมพ์เดียวกันหมด
ยิ่งบริสุทธิ์มากก็ยิ่งโตใหญ่มาก ยิ่งมีความสุขมาก ยิ่งมีอานุภาพ
มาก มีความรอบรู้มากขึ้นไปเรื่อยๆ ความสมบูรณ์ด้วยวิชชา
และจรณะ จะไปรวมประชุมอยู่ที่กายธรรมอรหัต หน้าตัก ๒๐ วา
สูง ๒๐ วา สมบูรณ์เต็มเปี่ยมไปหมดเลย ไม่มีข้อบกพร่อง นั่น
คือจุดหมายปลายทางของชีวิตทุกๆ ชีวิต
นี่คือเส้นทางสายกลาง “มัชฌิมาปฏิปทา” ที่อยู่ภายใน
กลางกายของมนุษย์ทุกคน จะเข้าถึงได้ด้วยการปฏิบัติธรรม
ฝึกใจหยุดนิ่งที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ เมื่อเข้าถึงแล้วเราจะรู้
ด้วยตัวของเราเองว่า อะไรคือสาระแห่งชีวิต และอะไรคือ
เป้าหมายของการเกิดมาเป็นมนุษย์
กัลยาณมิตร มีนาคม ๒๕๕๒ | ๓