การปลดปล่อยชาววรรณะศูทร วารสารกัลยาณมิตร ปี 2543 ฉบับที่ 3 หน้า 49
หน้าที่ 49 / 132

สรุปเนื้อหา

เห็นประชาชนในวรรณะศูทรเป็นความ อัปมงคลของดวงตาอย่างยิ่ง และเป็นเหตุที่ นำความเดือดร้อนมาสู่วรรณะที่สูงศักดิ์ของ ตนเอง การถือชนชั้นวรรณะในยุคนั้น รุนแรงถึงขั้นทำลายชีวิตแบบล้างตระกูล ล้างหมู่บ้าน และล้างประเทศกันเลยทีเดียว (อ้างอิง: วิฑูฑภะ สุตตันตปิฎก ธัมมปทัฏฐ กถา อรรถกถา ขุททกนิกาย ธรรมบท) เพื่อที่จะปลดปล่อยชาววรรณะ ศูทรออกจากวิถีชีวิตที่เข้าใจผิดในความจริง ของโลกและชีวิตนั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงได้ให้แนวคิดใหม่แก่ประชาชนที่ ถือกำเนิดในหมู่บ้านวรรณะศูทรด้วยวิธีการ ง่ายๆ พระองค์ทรงให้พวกเขาไปหาไม้แห้ง ต่างๆ มาหลายชนิด แล้วทรงบอกให้พวก เขาก่อไฟขึ้นกองหนึ่ง จากนั้นช่วยกัน ทยอยใส่ไม้แห้งต่าง ๆ ลงไปทีละชนิด พระองค์ตรัสถามพวกเขาว่า “เปลวไฟ สีไฟ แสงไฟ ที่เกิดจากไม้แห้งแต่ละชนิด แตกต่างกันอย่าง

หัวข้อประเด็น

- การปลดปล่อยชาววรรณะศูทร

ข้อความต้นฉบับในหน้า

เห็นประชาชนในวรรณะศูทรเป็นความ อัปมงคลของดวงตาอย่างยิ่ง และเป็นเหตุที่ นำความเดือดร้อนมาสู่วรรณะที่สูงศักดิ์ของ ตนเอง การถือชนชั้นวรรณะในยุคนั้น รุนแรงถึงขั้นทำลายชีวิตแบบล้างตระกูล ล้างหมู่บ้าน และล้างประเทศกันเลยทีเดียว (อ้างอิง: วิฑูฑภะ สุตตันตปิฎก ธัมมปทัฏฐ กถา อรรถกถา ขุททกนิกาย ธรรมบท) เพื่อที่จะปลดปล่อยชาววรรณะ ศูทรออกจากวิถีชีวิตที่เข้าใจผิดในความจริง ของโลกและชีวิตนั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงได้ให้แนวคิดใหม่แก่ประชาชนที่ ถือกำเนิดในหมู่บ้านวรรณะศูทรด้วยวิธีการ ง่ายๆ พระองค์ทรงให้พวกเขาไปหาไม้แห้ง ต่างๆ มาหลายชนิด แล้วทรงบอกให้พวก เขาก่อไฟขึ้นกองหนึ่ง จากนั้นช่วยกัน ทยอยใส่ไม้แห้งต่าง ๆ ลงไปทีละชนิด พระองค์ตรัสถามพวกเขาว่า “เปลวไฟ สีไฟ แสงไฟ ที่เกิดจากไม้แห้งแต่ละชนิด แตกต่างกันอย่างไรบ้าง” เมื่อพวกเขาเห็นสี เปลวไฟเหมือนกัน พระพุทธองค์จึงทรงชี้ ให้เห็นหลักธรรมว่า “คนเรานั้น ไม่ว่าจะเกิด ในวรรณะใด กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร ถ้าทำความดีย่อมได้รับผลดีและชื่อว่าเป็น คนดี ตรงข้ามไม่ว่าจะเกิดในวรรณะใดก็ตาม ถ้าทำความชั่วย่อมได้รับผลชั่ว และได้ชื่อ ว่าเป็นคนชั่ว” คนดี-คนชั่วในพระศาสนาของพระ สัมมาสัมพุทธเจ้าจึงไม่ได้อยู่ที่ว่าเขาเกิดใน วรรณะใด ไม่ได้อยู่ที่ความร่ำรวย มีอำนาจ หรือความยากจนข้นแค้น แต่ขึ้นอยู่ว่าใจ ของเขานั้น แช่อิ่มอยู่กับอะไร ระหว่าง สันติภาพกับความชั่วร้าย แล้วสุดท้าย ประชาชนในหมู่บ้านนั้น ก็ถือทัศนคติใน การดำเนินชีวิตตามที่พระองค์ทรงชี้แนะให้ ตริตรองเห็นได้ด้วยปัญญาของพวกเขาเอง เสรีภาพ สันติภาพจึงเกิดขึ้น ณ หมู่บ้านแห่งนั้น เป็นครั้งแรกในรอบ หลายชั่วอายุคน เราจึงเห็นได้ชัดว่าวัฒนธรรมเพื่อสันติภาพของพระสัมมา สัมพุทธเจ้านั้น ทรงเริ่มต้นปลูกฝังสันติภาพภายในใจเพื่อให้ความสุขได้ บังเกิดขึ้นภายในใจของคนเรา และใจของคนเรานั้น จะมีสันติสุขขึ้นมาได้ ก็ต้องแช่อิ่มอยู่กับความสะอาด สงบ สว่าง ด้วยความดี แล้วเมื่อนั้นก็ จะเกิดความรู้สึกยินดีที่จะแบ่งปันเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่สิ่งที่ดีต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ความเคารพในกติกาของสังคม ไม่เบียดเบียนต่อกัน ยุติการฆ่า ยุติสงคราม วางปืน หันมาปรองดองสามัคคีกัน รู้จักแผ่เมตตาให้กับเพื่อนมนุษย์ที่ต่าง ต้องร่วมสุขร่วมทุกข์จากการเกิด แก่ เจ็บ ตายอยู่ในโลกใบนี้ต่อกัน นี้คือ แนวคิดที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงชี้ให้เราเห็นหนทางการ สร้างวัฒนธรรมเพื่อสันติภาพ โดยพระองค์ทรงสอนให้เริ่มแก้ปัญหาทุก อย่างในโลกที่ตัวเราเป็นคนแรก คือ อย่างน้อยที่สุด เราจะต้องไม่เป็นคน สร้างปัญหาเสียก่อนในขั้นต้น แล้วค่อยลงมือแก้ไขปัญหาโลกในขั้นต่อไป ดอกไม้งามท่ามกลางพายุฝน หลายคนอาจรู้สึกว่า วัฒนธรรมเพื่อสันติภาพที่ถูกกล่าวถึงนี้ เป็น เพียงฝันหวาน ยากที่จะเกิดขึ้นได้ในภาวะที่โลกเต็มไปด้วยความแตกต่าง หลากหลาย ประเทศที่ร่ำรวยแล้ว กว้านซื้อทรัพยากรธรรมชาติจาก ประเทศกำลังพัฒนาและด้อยพัฒนา เพื่อหล่อเลี้ยงอุตสาหกรรมที่ผลิต สินค้าฟุ้งเฟ้อกามคุณทั้งหลาย และพยายามกดประเทศเหล่านี้เอาไว้ไม่ให้ ลืมตาอ้าปากได้โดยง่าย ด้วยเหตุนี้ทรัพยากรปริมาณสามในสี่ของทั้งโลก ซึ่งเป็นปริมาณมหาศาล จึงถูกลำเลียงมาป้อนตลาดอุตสาหกรรมใน ประเทศมหาอำนาจเพียงอย่างเดียว ในขณะเดียวกันประเทศกำลังพัฒนา กัลยาณมิตร มีนาคม ๒๕๔๓ | ๔๗
แสดงความคิดเห็นเป็นคนแรก
Login เพื่อแสดงความคิดเห็น

หนังสือที่เกี่ยวข้อง

Load More