ข้อความต้นฉบับในหน้า
เห็นประชาชนในวรรณะศูทรเป็นความ
อัปมงคลของดวงตาอย่างยิ่ง และเป็นเหตุที่
นำความเดือดร้อนมาสู่วรรณะที่สูงศักดิ์ของ
ตนเอง การถือชนชั้นวรรณะในยุคนั้น
รุนแรงถึงขั้นทำลายชีวิตแบบล้างตระกูล
ล้างหมู่บ้าน และล้างประเทศกันเลยทีเดียว
(อ้างอิง: วิฑูฑภะ สุตตันตปิฎก ธัมมปทัฏฐ
กถา อรรถกถา ขุททกนิกาย ธรรมบท)
เพื่อที่จะปลดปล่อยชาววรรณะ
ศูทรออกจากวิถีชีวิตที่เข้าใจผิดในความจริง
ของโลกและชีวิตนั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ทรงได้ให้แนวคิดใหม่แก่ประชาชนที่
ถือกำเนิดในหมู่บ้านวรรณะศูทรด้วยวิธีการ
ง่ายๆ พระองค์ทรงให้พวกเขาไปหาไม้แห้ง
ต่างๆ มาหลายชนิด แล้วทรงบอกให้พวก
เขาก่อไฟขึ้นกองหนึ่ง จากนั้นช่วยกัน
ทยอยใส่ไม้แห้งต่าง ๆ ลงไปทีละชนิด
พระองค์ตรัสถามพวกเขาว่า “เปลวไฟ สีไฟ
แสงไฟ ที่เกิดจากไม้แห้งแต่ละชนิด
แตกต่างกันอย่างไรบ้าง” เมื่อพวกเขาเห็นสี
เปลวไฟเหมือนกัน พระพุทธองค์จึงทรงชี้
ให้เห็นหลักธรรมว่า “คนเรานั้น ไม่ว่าจะเกิด
ในวรรณะใด กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร
ถ้าทำความดีย่อมได้รับผลดีและชื่อว่าเป็น
คนดี ตรงข้ามไม่ว่าจะเกิดในวรรณะใดก็ตาม
ถ้าทำความชั่วย่อมได้รับผลชั่ว และได้ชื่อ
ว่าเป็นคนชั่ว”
คนดี-คนชั่วในพระศาสนาของพระ
สัมมาสัมพุทธเจ้าจึงไม่ได้อยู่ที่ว่าเขาเกิดใน
วรรณะใด ไม่ได้อยู่ที่ความร่ำรวย มีอำนาจ
หรือความยากจนข้นแค้น แต่ขึ้นอยู่ว่าใจ
ของเขานั้น แช่อิ่มอยู่กับอะไร ระหว่าง
สันติภาพกับความชั่วร้าย แล้วสุดท้าย
ประชาชนในหมู่บ้านนั้น ก็ถือทัศนคติใน
การดำเนินชีวิตตามที่พระองค์ทรงชี้แนะให้
ตริตรองเห็นได้ด้วยปัญญาของพวกเขาเอง
เสรีภาพ สันติภาพจึงเกิดขึ้น ณ หมู่บ้านแห่งนั้น เป็นครั้งแรกในรอบ
หลายชั่วอายุคน
เราจึงเห็นได้ชัดว่าวัฒนธรรมเพื่อสันติภาพของพระสัมมา
สัมพุทธเจ้านั้น ทรงเริ่มต้นปลูกฝังสันติภาพภายในใจเพื่อให้ความสุขได้
บังเกิดขึ้นภายในใจของคนเรา และใจของคนเรานั้น จะมีสันติสุขขึ้นมาได้
ก็ต้องแช่อิ่มอยู่กับความสะอาด สงบ สว่าง ด้วยความดี แล้วเมื่อนั้นก็
จะเกิดความรู้สึกยินดีที่จะแบ่งปันเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่สิ่งที่ดีต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน
ความเคารพในกติกาของสังคม ไม่เบียดเบียนต่อกัน ยุติการฆ่า ยุติสงคราม
วางปืน หันมาปรองดองสามัคคีกัน รู้จักแผ่เมตตาให้กับเพื่อนมนุษย์ที่ต่าง
ต้องร่วมสุขร่วมทุกข์จากการเกิด แก่ เจ็บ ตายอยู่ในโลกใบนี้ต่อกัน
นี้คือ แนวคิดที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงชี้ให้เราเห็นหนทางการ
สร้างวัฒนธรรมเพื่อสันติภาพ โดยพระองค์ทรงสอนให้เริ่มแก้ปัญหาทุก
อย่างในโลกที่ตัวเราเป็นคนแรก คือ อย่างน้อยที่สุด เราจะต้องไม่เป็นคน
สร้างปัญหาเสียก่อนในขั้นต้น แล้วค่อยลงมือแก้ไขปัญหาโลกในขั้นต่อไป
ดอกไม้งามท่ามกลางพายุฝน
หลายคนอาจรู้สึกว่า วัฒนธรรมเพื่อสันติภาพที่ถูกกล่าวถึงนี้ เป็น
เพียงฝันหวาน ยากที่จะเกิดขึ้นได้ในภาวะที่โลกเต็มไปด้วยความแตกต่าง
หลากหลาย ประเทศที่ร่ำรวยแล้ว กว้านซื้อทรัพยากรธรรมชาติจาก
ประเทศกำลังพัฒนาและด้อยพัฒนา เพื่อหล่อเลี้ยงอุตสาหกรรมที่ผลิต
สินค้าฟุ้งเฟ้อกามคุณทั้งหลาย และพยายามกดประเทศเหล่านี้เอาไว้ไม่ให้
ลืมตาอ้าปากได้โดยง่าย ด้วยเหตุนี้ทรัพยากรปริมาณสามในสี่ของทั้งโลก
ซึ่งเป็นปริมาณมหาศาล จึงถูกลำเลียงมาป้อนตลาดอุตสาหกรรมใน
ประเทศมหาอำนาจเพียงอย่างเดียว ในขณะเดียวกันประเทศกำลังพัฒนา
กัลยาณมิตร มีนาคม ๒๕๔๓ | ๔๗