ข้อความต้นฉบับในหน้า
เพราะได้รับการปลูกฝังที่ดีในด้านพระพุทธศาสนา
ตั้งแต่ยังเด็ก ทุกครั้งที่ผมมีเวลาว่างก็จะหาโอกาสที่มีอยู่น้อยนิด
นี้ออกไปชื่นชม ดื่มในความงดงามวิจิตรของสถาปัตยกรรม
สิ่งก่อสร้างภายในวัดต่างๆ ทั่วเมืองไทย ตลอดจนศึกษาประวัติ
ความเป็นมาของวัดเหล่านั้นเพื่อตอกย้ำตัวเองถึงความศรัทธา
เลื่อมใสในพระพุทธศาสนาของบรรพบุรุษ ที่เฝ้าหวงแหนดูแลจนกระทั่งมาถึงยุค
ของพวกเรา
เวลาที่ผมนั่งรถเมล์ผ่านสะพานผ่านฟ้าทีไร เป็นต้องเห็นภูเขาทองเด่น
เป็นสง่าให้ชื่นตาชื่นใจทุกครั้ง แต่ก็ไม่มีโอกาสแวะไปสักการะสักที จนเมื่อปีใหม่ที่
ผ่านมามีวันหยุดติดกันหลายวัน ผมไม่รอช้า รีบไปในทันใด ไม่ผิดหวังครับ ได้เห็น
ภูเขาทองอย่างใกล้ๆ สวยจริงๆ อยากรู้ว่าสวยอย่างไรตามผมไปสิครับ
ภูเขาทองหรือบรมบรรพตอยู่ภายในบริเวณวัดสระเกศ ซึ่งมีชื่อเดิมว่า
วัดสะแก สันนิษฐานกันว่าเป็นวัดเก่าแก่สร้างตั้งแต่ครั้งสมัยกรุงศรีอยุธยา ดูจาก
ข้อความที่ปรากฏในพระราชพงศาวดาร ได้กล่าวถึงเหตุการณ์ครั้งที่
สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก และพระอนุชาคือเจ้าพระยาสุรสีหพิษณวาธิราช
ขณะคุมกองทัพทำศึกสงครามอยู่ที่เมืองกัมพูชา เมื่อทรงทราบว่าที่กรุงธนบุรีได้เกิด
จลาจลขึ้น จึงรีบเสด็จยกทัพกลับมาเข้าโขลนทวาร และประทับสรงมุรธาภิเษกที่
วัดสะแกแห่งนี้ ตรงกับ ปีขาล พ.ศ. ๒๓๒๕
เมื่อทรงระงับเหตุการณ์ความวุ่นวายต่างๆ ในกรุงธนบุรีเรียบร้อยแล้ว ก็
ทรงปราบดาภิเษกขึ้นเป็นปฐมบรมกษัตริย์ในราชจักรีวงศ์ทรงพระนามว่า
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ส่วนพระอนุชาทรงแต่งตั้งให้เป็น
สมเด็จพระอนุชาธิราช กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท ทรงย้ายราชธานีมา
สร้างเมืองหลวงใหม่ที่กรุงรัตนโกสินทร์ โดยโปรดให้สร้างวัดพระศรีรัตนศาสดาราม
ไว้ในบริเวณเดียวกับพระราชวัง เพื่อเป็นที่ประดิษฐานพระแก้วมรกต อันจะเป็น
สิริมงคลแก่พระนครและประชาชนสืบไป ด้วยความที่ครั้งหนึ่งพระองค์เคยได้มี
โอกาสแวะประทับที่วัดสะแก ทำให้ทราบว่าวัดนี้มีระฆังที่เสียงไพเราะมาก ไม่มี
ระฆังใดเทียบได้ จึงโปรดให้นำมาแขวนไว้ที่หอระฆังวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ไว้ตี
ย่ำเช้าเย็นนับแต่นั้นมาจนถึงทุกวันนี้ ภายหลังทรงสถาปนาวัดสะแก ขึ้นเป็นพระ
อารามหลวง และพระราชทานพระนามใหม่ว่า วัดสระเกศ ในปี พ.ศ. ๒๓๙๔
ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ ทรงสร้าง
ซุ้มสีมาประดับกระเบื้องตลอดจนสร้างพระระเบียงและพระเจดีย์รายรอบพระอุโบสถ
๓
ทำการซ่อมแซมพระอุโบสถและเขียนรูปที่ผนังใหม่ เปลี่ยนแปลงศาลาต่างๆ ในวัด
จากเครื่องมือไม้เป็นตึกก่ออิฐถือปูน เว้นไว้ก็แต่หอไตรเท่านั้น ที่เพียงแค่ซ่อมแซม
มีการสร้างเมรุปูน เพื่อใช้เป็นที่สำหรับพระราชทานเพลิงศพเจ้านาย และ
ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่
ทุกครั้งที่ผมมีเวลาว่างก็
จะหาโอกาสที่มีอยู่น้อย
นิดนี้ออกไปชื่นชม
ดื่มในความงดงาม
วิจิตรของ
สถาปัตยกรรมสิ่ง
ก่อสร้างภายในวัดต่างๆ
ทั่วเมืองไทย
ตลอดจนศึกษา
ประวัติความเป็นมา
ของวัดเหล่านั้นเพื่อ
ตอกย้ำาตัวเองถึงความ
ศรัทธาเลื่อมใสใน
พระพุทธศาสนาของ
บรรพบุรุษ
ที่เฝ้า
หวงแหนดูแล
จนกระทั่งมาถึงยุค
ของพวกเรา
พระบรมสารีริกธาตุ
กัลยาณมิตร มีนาคม ๒๕๔๓ | ๕๘