ข้อความต้นฉบับในหน้า
ถึง... คุณแม่ที่เคารพยิ่ง
ช่วงนี้คุณแม่เป็นอย่างไรบ้างคะ สบายดีไหม ลูก
สบายดี อากาศเริ่มเย็นขึ้นอีกแล้ว แต่ไม่ถึงกับหนาว ตอน
ที่ลูกกำลังเขียนจดหมายอยู่นี้ บรรยากาศเงียบสงบดี
ได้ยินเสียงนกร้องอย่างชัดเจน ลูกคิดว่า บางทีในความเงียบ
ทำให้เรามองอะไรได้ดีขึ้น เราอาจจะได้เห็นสิ่งที่เรามองผ่าน
ได้ยินเสียงต่างๆ จากภายนอกและภายใน ภายนอกก็คือ
สิ่งแวดล้อมตัวเราอย่างที่เล่าให้คุณแม่ฟังเมื่อกี้ว่า ได้ยิน
เสียงนก (ที่ลูกไม่ชอบตัว แต่ชอบเสียง) และที่ทำให้รู้สึกดี
กว่านั้น คือ ลูกรู้สึกเหมือนกับว่าได้ยินเสียงจากภายในตัว
เองว่า กำลังรู้สึกอย่างไรและต้องการอะไร เหมือนได้รู้จัก
ตัวเองมากขึ้นเพียงแค่เรานั่งเฉยๆ และลูกก็พอใจเพราะ
รู้สึกว่าใจสงบและไม่วิ่งพล่านดี
ลูกว่า บางทีเวลาที่เราอยู่กับสิ่งแวดล้อมต่างๆ
ภายนอก ใจเราไม่ได้อยู่กับตัว ไปเกาะอยู่กับเรื่องสารพัดเรื่อง
ซึ่งทำให้เราละเลยตัวเอง ไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วเราต้องการอะไร
เรื่องอื่นๆ กับพี่ๆ มันช่วยได้บ้าง แต่บางครั้งก็ช่วยไม่ได้
เพราะเราไม่ลืมหรือยังนึกแก้ปัญหาไม่ได้ เหมือนกับ
พยายามหลบมากกว่า ซึ่งที่จริงแล้ว วิธีที่ดีคือ ควรจะ
นึกถึงองค์พระ พอใจนิ่งขึ้นแล้วเราจะนึกอะไรที่ดีๆ ออก
มากขึ้น และสิ่งที่คลุมเครือจะชัดเจนสว่างไสวขึ้น เราจะ
สบายใจ ลูกว่าเวลาที่เรามีองค์พระอยู่ในใจ เป็นเวลาที่เรา
อยู่กับตัวเองอย่างสร้างสรรค์ แม้เพียง ๑ นาที ก็เป็น ๑
นาทีที่มีค่า และเราจะเริ่มพอใจที่ได้อยู่กับตัวเอง แต่ลูกก็
ยอมรับว่าเวลาที่ความรู้สึกยังคลุมเครืออยู่ ลูกนึกไม่ออกว่า
ควรนึกถึงองค์พระ คงเป็นเพราะจิตใจถูกรบกวนจนลืมใช้
ปัญญา แต่บางครั้งลูกก็เตือนสติตัวเองได้ค่ะ และจะนึกถึง
องค์พระ ให้ใจนิ่งๆ อยู่ในบุญ ลูกนึกถึงที่พี่คนหนึ่งเคยพูดว่า
ถ้าใจอยู่ในบุญตลอดเวลา เราจะไม่หลุดจากวงบุญ ก็คงจริง
นะคะ
เสียงนกร้องเมื่อกี้ ทำให้นึกถึงเรื่องแต่งเรื่องหนึ่งที่
เคยอ่าน ซึ่งเขียนด้วยนักเขียนชื่อดัง ที่ลูกจำไม่ได้แล้วว่า
เพราะเราไม่มีเวลาพอที่จะอยู่และมองตัวเองอย่างลึกซึ้งจน ชื่ออะไร ลูกชอบวิธีการดำเนินเรื่อง วิธีบรรยายความรู้สึกที่
เข้าใจ เมื่อได้ลองให้โอกาสตัวเอง เราอาจจะแปลกใจก็ได้ว่า
สิ่งที่เราเคยอยากได้ อยากมี อยากเป็น เราอาจจะไม่ได้
ต้องการจริงๆ ก็ได้ เพียงแต่ไม่รู้จะแสวงหาอะไรเท่านั้นเอง
หรือบางคนในบางช่วงอาจจะไม่ต้องการอยู่กับตัวเอง
เนื่องจากเรายังอยู่กับตัวเองอย่างไม่สร้างสรรค์ ลูกคิดว่า
เป็นอย่างนี้นะคะ จากการที่เคยรู้สึกอย่างนี้ มีอยู่บางช่วงที่
ลูกเคยอยากจะหาอะไรทำก็ได้เพราะตอนนี้ยังไม่อยากอยู่
กับตัวเรา ลูกจะบอกกับตัวเองว่า มันยังไม่ค่อยเวิร์ค ถ้าจะ
อยู่กับความคิดหรืออารมณ์ที่ไม่ค่อยปรารถนา เช่น อาจจะ
เบื่อหรือหงุดหงิดอยู่บ้าง ก็เลยไปอ่านหนังสือหรือไปคุย
ละเอียดอ่อนของเขา และตอนจบที่ทำให้เราต้องคิดสักหน่อย
เป็นเรื่องของนกตัวหนึ่ง อ้อ! ลูกลืมบอกไปว่า คนเขียนอยู่
ในสมัยเก่า เพราะฉะนั้น เรื่องจะอยู่ในยุคสมัยนั้นไปด้วย
นกตัวนั้นเป็นนกไนติงเกลที่มีเสียงไพเราะอาศัยอยู่ในสวน
ของบ้านนักศึกษา วันหนึ่งนกได้ยินนักศึกษามายืนร้องไห้
คร่ำครวญอยากได้ดอกกุหลาบสีแดงเพราะโดนลูกสาว
ศาสตราจารย์บอกมาว่า ถ้าหากเขาไม่นำดอกกุหลาบสีแดง
มาให้ประดับเสื้อชายหนุ่มก็ไม่ต้องมาเต้นรำกับเธอในงานบอล
ซึ่งฤดูนั้นดอกกุหลาบหาได้ยาก เพราะมันจะไม่ออกดอกใน
ฤดูนั้น นกได้ฟังจึงสงสารพร้อมกับชื่นชมในความรู้สึกที่นัก
ศึกษามีต่อหญิงสาว และเกิดความคิดจะหา ดอกกุหลาบให้
จึงบินไปที่ต้นกุหลาบและพูดกับต้นกุหลาบว่า ถ้าหากช่วย
ออกดอกให้สักดอกจะร้องเพลงให้ฟัง พอดีต้นกุหลาบนี้เป็น
สีขาว จึงแนะนำให้ไปหาพี่สาวเธอซึ่งเป็นสีแดง นกไนติง
เกลจึงบินไปหาต้นกุหลาบสีแดงและกล่าวขอร้องเหมือนกับ
ที่พูดกับต้นกุหลาบสีขาว ต้นกุหลาบสีแดงก็เห็นใจอยู่ แต่
ว่าลมหนาวได้ทำให้กิ่งก้านของเธอหักและหมดกำลังที่จะ
ออกดอกได้ มีอยู่วิธีเดียว(อันน่าสยดสยอง) ที่จะทำให้นกได้
ดอกกุหลาบคือ จะต้องให้หนามค่อยๆ แทงจนถึงหัวใจนก
๑๐๔ กัลยาณมิตร มีนาคม ๒๕๕๓