ข้อความต้นฉบับในหน้า
เดินอยู่บนถนน”
“อีกสักครู่ต่อมา ถ้ามีคนวิ่งมากราบทูลพระองค์อีก
ว่า เขาเห็นเสือตัวหนึ่งเพ่นพ่านอยู่กลางถนน ขอให้
พระองค์ส่งทหารไปปราบเสือด้วยเถิด พระองค์จะทรงเชื่อ
เขาหรือไม่"
“เราไม่เชื่อ”
กษัตริย์รัฐเว่ยทรงหยุดคิดนิดหนึ่ง ตรัสตอบว่า
ผังกงทูลถามอีกว่า “ถ้าทันใดนั้น มีคนที่สามวิ่ง
มากราบทูลพระองค์อีกว่า ที่ถนนมีเสือตัวหนึ่ง ออกมา
อาละวาด ขอให้พระองค์รีบส่งทหารไปปราบโดยด่วนเถิด
พระองค์จะเชื่อเขาหรือไม่"
กษัตริย์รัฐเว่ยทรง
พยักหน้าเป็นเชิงยอมรับ
แล้วตรัสว่า “เราย่อมเชื่อ
เพราะเมื่อมีคนสามคนมา
ยืนยันว่ามีเสือ ย่อม
เป็นความจริง”
ผังกงจึงทูลว่า
“ไม่ว่าใครย่อมรู้ทั้งนั้นว่า
แล้วใส่ร้ายป้ายสี ทำลายคนดีด้วยวิธีต่าง ๆ ให้จำต้อง
แปดเปื้อนมลทินไป
ความยากก็คือทำอย่างไร เราจึงจะไม่เป็นเหมือน
กษัตริย์รัฐเว่ยที่รู้อยู่แล้วว่า บนถนนไม่มีเสือ แต่เมื่อมีคน
สามคนมาบอกว่ามีเสืออยู่บนถนน ก็ยังกลับไปเชื่อว่า
เป็นความจริงได้ เพราะฉะนั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงทรง
สอนให้รู้จักวิเคราะห์ค้นคว้าหาเหตุผล เพื่อวินิจฉัยได้ถูก
ต้องตามความเป็นจริง จะได้ไม่สูญเสียความเที่ยงธรรมใน
จิตใจของตนไป เพราะหลงเชื่อในสิ่งที่คนชั่วร้ายเล่าต่อๆ กันมา
จากเรื่องนี้จะเห็นว่า ในยุคปัจจุบันนี้ เราคง
กเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเผชิญหน้า
กับข้อมูลทั้งจริงและเท็จ การ
ตัดสินใจเชื่ออะไรแต่ละอย่างนั้น
จึงต้องใช้สติปัญญาอย่าง
ทั้งนี้ไม่ใช่เพราะ
Aut
ในถนนย่อมไม่มีเสือ แต่
เมื่อมีคนสามคนมาพูดถึงเสือ
พระองค์ก็ทรงเชื่อว่าเป็นความจริง บัดนี้ข้าพระองค์จำใจ
ต้องจากรัฐเว่ยไปเมืองหานตาน ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบระยะ
ทางจากถนนในเมืองหลวง กับระยะทางจากรัฐเว่ยไปหาน
ตานแล้ว ย่อมไกลกันอย่างเทียบกันไม่ได้ และผู้ที่จะกล่าว
ร้ายข้าพระองค์นั้น ย่อมจะมิใช่มีเพียงสามคนเท่านั้น เมื่อ
พระองค์ได้ฟังคำของพวกเขาเหล่านั้นแล้ว ขอได้ทรงโปรด
ชั่งพระทัยของพระองค์ในการวินิจฉัยความถูกผิดด้วย เพื่อ
ความเที่ยงธรรมในตัวของพระองค์เอง หาใช่ของผู้ใดไม่
เมื่อผังกงกราบทูลกษัตริย์รัฐเว่ยแล้ว ก็ออก
เดินทางไปนครหานตานของรัฐจ้าว
สุภาษิตจีน “สามคนพูดถึงเสือ” นี้ สะท้อนความ
เป็นจริงของทุกยุคสมัยว่า คนที่ชั่วร้ายเต็มไปด้วย
เล่ห์เหลี่ยมเพทุบายย่อมเชื่อว่า "ความเท็จที่พูดซ้ำๆ กัน
หลายครั้ง ย่อมกลายเป็นความจริงได้” เพื่อที่จะได้ผล
ประโยชน์มา คนชั่วร้ายเหล่านี้ จึงทำการหลอกลวงตลบแตลง
๑๐๒ กัลยาณมิตร มีนาคม ๒๕๔๓
รอบคอบ ทง
ความไม่ไว้ใจกันใน
สังคมมีสูงขึ้น แต่เป็น
เพราะการป้องกันเอา
ไว้ย่อมดีกว่าแก้ไข
เพราะการตกเป็น
เครื่องมือของคนชั่ว
ร้ายมาทำลายคนดี หากมารู้ทีหลังย่อมไม่เป็นผลดีต่อตัว
เองเลย ซึ่งเท่ากับเราได้กลายเป็นพวกคนร้ายโดยไม่รู้ตัว
เพราะฉะนั้น โบราณจึงมีคำสุภาษิตเอาไว้ว่า "ฟังหูไว้หู
อย่าเพิ่งปักใจเชื่ออะไรลงไปตามคำที่ได้ฟังต่อๆ กันมา แต่
ถ้าแน่ใจว่าสิ่งที่ได้ฟังมาเป็นวิธีการใส่ร้ายป้ายสี เพื่อยืมมือ
ของเรากำจัดคนดีแล้วนั้น ต้องรีบเปิดโปงทันที อย่าให้คน
ดีต้องถูกทำลายโดยคนชั่วได้สำเร็จ