ข้อความต้นฉบับในหน้า
ส่วน คือ กายกับใจ โดยอาศัยธาตุทั้ง 5 ประกอบกันขึ้นมา
อย่างนี้
ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุไฟ และอากาศธาตุ ทั้ง
๕ ธาตุนี้ รวมกันเป็นร่างกายขึ้นมา แต่ว่าแม้ ๕ ธาตุนี้จะ
รวมตัวกันอย่างดีแล้ว ก็เป็นได้แต่ร่างกายเปล่าๆ จะยังไม่มี
ชีวิตจิตใจขึ้นมา เป็นเหมือนกับซากศพหรือท่อนไม้เท่านั้น
จำเป็นต้องมีธาตุที่ 5 คือ วิญญาณธาตุ เข้ามาประกอบด้วย
ร่างกายที่เกิดจากธาตุทั้ง ๕ จึงจะเกิดมีชีวิตชีวาขึ้นมาได้ นี่
คือ ธรรมชาติของคนเราและเป็นสิ่งที่ทำให้เรามีชีวิตแตกต่าง
ไปจากก้อนอิฐก้อนหิน เพราะมีวิญญาณธาตุเข้ามา
ประกอบด้วยกับกาย
วิญญาณธาตุนี้เอง คือ “ใจ” ที่อยู่ในตัวของเรา
ถ้ามีแต่กาย ไม่มีใจเมื่อไร เราเรียกว่า ซากศพ
ตรงกันข้าม ถ้ามีแต่ใจ ไม่มีกายเมื่อไร เราเรียกว่า
ภูต
ปีศาจ และถ้าทั้งสองส่วนนี้แยกจากกันเมื่อไร ก็ถึงเวลาตาย
ของเราเมื่อนั้น ส่วนว่าตายแล้ววิญญาณธาตุจะไปอยู่ที่ไหน
ไปเกิดเป็นอะไรนั้น เป็นเรื่องของผลกรรมที่จะชักนำไป
เพราะฉะนั้น ถ้าเรามาดูที่การเกิดจะเห็นชัด คือ
เมื่อผ่านการปฏิสนธิจากเชื้อพันธุ์ของพ่อแม่มาแล้ว และใน
เวลานั้นก็มีการปฏิสนธิวิญญาณของสัตว์ที่จะมาเกิดด้วย
ชีวิตใหม่ก็จะเกิดขึ้นมา แล้วธาตุทั้ง 5 ก็พัฒนาเป็นร่างกาย
ทารกที่มีชีวิตเลือดเนื้อโดยอาศัยอาหารที่แม่กินเข้าไปเป็น
สิ่งหล่อเลี้ยง ครั้นเมื่อ
ครั้นเมื่อครบกำหนดคลอดแล้ว ออกมาจาก
ท้องแม่เมื่อไร พออ้าปากได้เท่านั้น ก็ร้องแว้ดๆๆ ลั่น
โรงพยาบาล บอกให้แม่ ให้หมอ ให้พยาบาลรู้ว่า การเกิดนี้
มันเจ็บปวดจนเหลือเกิน มันทนไม่ไหว เจ็บจนต้องตะโกน
ร้องออกมา แล้วตอนนี้มันรอดตายออกมาให้แม่ได้ดูหน้าแล้ว
ไม่ว่าตัวมันจะดำเหมือนดินหม้อ หรือผิวพรรณมันสุกปลั่ง
อย่างกับทองทาก็แล้วแต่ แม่รู้ทันทีเลยว่า เจ้าร่างกายน้อยๆ
ที่ดินกระแด่วๆ ร้องแว้ดๆ ออกจากท้องนี้ คือ คนที่มีชีวิต
เลือดเนื้อ ไม่ใช่ศพ เพราะยังไม่ตาย ถ้าตายมันต้องไม่ร้อง
ไม่หายใจ
ต่อจากนั้น เจ้าสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า คน นี้ ก็จะมี
การพัฒนาทั้งทางร่างกาย ความรู้สึกนึกคิด และสติปัญญา
ขึ้นมาเรื่อยๆ ตั้งแต่ว่า นี้คืออาการหิว ต้องกินอาหารจึงจะ
หาย เวลากระหายต้องดื่มน้ำ ถ้าหนาวต้องห่มผ้า ถ้าร้อน
ต้องอาบน้ำ ถ้าแสบๆ คันๆ ตามตัว ต้องหาหยูกหายามา
ทาแก้พิษแล้วจึงจะหาย มันเกิดมีการพัฒนาปฏิกิริยาตอบ
สนองรับรู้กับสิ่งแวดล้อมต่างๆ ในโลกนี้ขึ้นมาได้ตามลำดับ
และสิ่งที่ทำให้รับรู้และเกิดการพัฒนาด้านความรู้สึกนึกคิด
ตลอดจนกระทั่งสติปัญญานั้น คือใจหรือวิญญาณธาตุในตัว
ของมันนี้เอง แต่ว่าวิญญาณธาตุของทารกนั้น จะเติบโตขึ้น
มาดีหรือเลวอย่างไร ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ขึ้นอยู่กับว่ามันไป
อยู่กับพ่อแม่ที่มีวิญญาณธาตุในตัวอย่างไร ถ้าได้พ่อแม่มี
วิญญาณธาตุของคนใจบุญ ได้รับการทะนุถนอมดูแลอบรม
อย่างดี โอกาสที่โตขึ้นแล้ว จะรักบุญกลัวบาป ตักบาตรพระ
ไม่เว้นวัน ทำให้วิญญาณธาตุในตัวของมันสะสมความดีตาม
พ่อตามแม่ของมันไปด้วย ก็เป็นได้ แต่ถ้ามันไปได้พ่อแม่ที่
มีวิญญาณธาตุของโจรเข้า ถูกปล่อยปละละเลยไม่ได้รับการ
ดูแลอบรม หรืออบรมแบบผิดๆ มันเลยถ่ายทอดนิสัยเลวๆ
ไว้ในวิญญาณธาตุ โตขึ้นมามันก็กลายเป็นโจรตามพ่อแม่
มันไป
มาถึงตรงนี้ เรามองเห็นชัดแล้วว่า ความรู้สึกสุข ทุกข์
ไม่สุขไม่ทุกข์ทั้งหลายในโลกนี้ เกิดขึ้นและสะสมอยู่ใน
วิญญาณธาตุหรือดวงใจของเรานั่นเอง
๒. ใจทำหน้าที่อะไร
แล้วใจมีหน้าที่อะไร ทำไมรับรู้ได้ถึงความสุข ทุกข์
และไม่สุขไม่ทุกข์ของคนเรา ต้องบอกว่านับตั้งแต่พระ
สัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพานไปเมื่อสองพันห้า
ร้อยกว่าปีที่แล้ว ถ้าโลกยุคนี้ไม่มีพระเดชพระคุณหลวงพ่อ
วัดปากน้ำมาเกิดขึ้น และถ้าท่านไม่อุทิศชีวิตให้การ
ปฏิบัติธรรมจนกระทั่งเข้าถึงพระธรรมกายที่มีอยู่ในตัว
มนุษย์แล้วละก็ เราจะหาใครมาอธิบายเรื่องนี้ได้ยากยิ่งกว่า
ยากยิ่งนัก
๑๖ กัลยาณมิตร มีนาคม ๒๕๔๗