ข้อความต้นฉบับในหน้า
ทำไม? เพราะว่า มนุษย์ทั้งโลกนี้
อย่าว่าแต่จะไปเห็นรูปร่างลักษณะใจของตัว
เองเลย แม้แต่หน้าตาของตัวเองที่แท้จริงก็ยัง
ไม่เคยเห็น อย่างดีก็แค่เห็นเงาหน้าในกระจกว่า
อ๋อ หน้าตาของเรา มันเป็นอย่างนี้ เค้าหน้า
กลมๆ รีๆ มีสองตา สองหู หนึ่งจมูก หนึ่งปาก
เรามองเห็นจากเงาในกระจกแค่นี้ แต่หน้าตา
จริงๆ เราไม่เห็น ในเมื่อหน้าตัวเองยังไม่เคยเห็น
แล้วใจที่อยู่ข้างในตัวนั้น ยิ่งยากจะเห็นเข้าไป
ใหญ่ ถ้าไม่บำเพ็ญเพียรทางจิตมาจนกระทั่ง
ทำใจหยุดใจนิ่งที่ศูนย์กลางกาย ตามที่พระเดชพระคุณ
หลวงพ่อท่านมาช่วยสอนไว้แล้วละก็ ตายแล้วเกิดใหม่อีก
ร้อยชาติก็ไม่มีทางเห็น
ด้วยเหตุนี้ มนุษย์จึงยังไม่รู้ว่า ใจของเรา ไม่ใช่
กล้ามเนื้อหัวใจ ไม่ใช่อวัยวะส่วนหนึ่งในร่างกาย ที่ทำหน้าที่
สูบฉีดเลือดอยู่ภายในหน้าอกด้านซ้ายเท่านั้น ไม่รู้ว่าใจจริงๆ
มีรูปร่างหน้าตาอย่างไร ใจจริงๆ ของตัวเองอยู่ที่ไหน ใจจริง ๆ
ทำหน้าที่อะไร และสุข ทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์ไปเกิดขึ้นที่ใจได้
อย่างไร มนุษย์ไม่รู้เพราะกิเลสมันบังปัญญาเอาไว้ เลยเห็น
ได้แต่สิ่งนอกตัว
เมื่อฝึกสมาธิมากเข้าๆ จนกระทั่งใจหยุดนิ่งสนิทจึง
จะเห็นใจตัวเองได้ แต่ตาธรรมดามองไม่เห็น จะมองเห็นได้
ด้วยตาธรรมกายว่า ใจเป็นดวงใสๆ อยู่ในตัวเรานี่แหละ
สมมุติว่าถ้าเราผ่าใจออกมาได้ละก็ เราจะเห็นเนื้อใจเป็นชั้นๆ
มีอยู่ ๔ ชั้น มีหน้าที่ต่างๆ กันไป และหน้าที่เหล่านั้นก็มีผล
ต่อความสุข ความทุกข์ ความไม่สุขไม่ทุกข์ของมนุษย์
โดยตรงทีเดียว
หน้าที่ของใจมีอะไรบ้าง?
หน้าที่ของใจมี ๔ ประการ คือ รับ จำ คิด รู้
เนื้อใจชั้นที่ ๑ ทำหน้าที่รับ คือ ถ้ามีรูปมากระทบ
ตา ประสาทตาส่งให้ใจ ใจก็รับเอาไว้คือได้เห็น มีเสียงมา
กระทบหู ประสาทหูก็ส่งไปที่ใจ ใจก็รับเอาไว้คือได้ยิน มี
กลิ่นมากระทบจมูก ประสาทจมูกก็ส่งไปให้ใจ ใจรับเอาไว้
คือได้กลิ่น มีรสอาหารมากระทบลิ้น ประสาทลิ้นส่งให้ใจรับ
เอาไว้เรียกว่าลิ้มรส มีวัตถุมากระทบกาย ประสาทกายส่ง
ให้ใจเรียกว่าสัมผัส นี่คือคำว่ารับเอาไว้ของเนื้อใจชั้นนอก
ซึ่งทำหน้าที่รับ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส
เนื้อใจชั้นที่ ๒ ทำหน้าที่จำ คือ บันทึกเอาไว้เลย
เหมือนกับกล้องวีดีโอ ไม่ว่าใครทำอะไรมันจะถ่ายภาพติด
จำเอาไว้เลย เสียงมันก็บันทึกเอาไว้ได้ เหมือนอย่างกับเทป
นั่นแหละ แต่ขณะเดียวกันนี้ เครื่องมือวิทยาศาสตร์มัน
บันทึกได้แค่รูปกับเสียง แต่บันทึกกลิ่นไม่ได้ ถ้าบันทึกกลิ่น
ได้ วันหลังมีภาพยนตร์มาฉายเราจะได้กลิ่นหอมฉุย หรือ
เรื่องที่มีกลิ่นไม่ดี ก็เหม็นหึง คนดูคงโดดไปอาเจียนคนละ
ทางสองทาง ถ้าเมื่อไร กลิ่นก็บันทึกได้ รสอาหารก็บันทึกได้
ดูหนังไปอร่อยไปด้วย คงเข้าท่าดีเหมือนกันถ้าบันทึกสัมผัสได้
พอพระเอกกระโดดเตะผู้ร้ายผางละก็ คนดูคงเซแซ่ด ๆ ตาม
แข้งไปด้วย เพราะฉะนั้น เนื้อใจชั้นที่ ๑ มันรับเอาไว้ ส่วน
เนื้อใจชั้นที่ ๒ ทำหน้าที่จำ
๒
เนื้อใจชั้นที่ ๓ ทำหน้าที่คิด คือ พอจำสิ่งที่รับได้
แล้ว ก็เอามาเป็นข้อมูลในการคิดต่อไป ใครรับอะไรไว้มาก
ก็จำสิ่งนั้นๆ ไว้มาก แล้วก็คิดปรุงแต่งแต่สิ่งนั้นๆ กันไป
ตลอดชาติ เรื่องอื่นๆ ไม่ค่อยสนใจคิดเพราะไม่มีข้อมูล
เนื้อใจชั้นที่ ๔ ทำหน้าที่รู้ คือ พอคิดแล้ว มันก็
ตัดสินใจเชื่อหรือรู้
เป็นอันว่าสุขหรือทุกข์ของคนเรานี้ มาจากการรับ
เข้าไปทางตา หู จมูก ลิ้น กาย แล้วส่งผ่านมาที่ใจ และ
เมื่อใจรับเข้าไปบันทึกจนจำได้แล้ว ส่วนจะให้ออกมาสุข
หรือทุกข์นั้น ก็ขึ้นอยู่กับว่าใจของเราทำหน้าคิดปรุงแต่ง
ออกมาอย่างไร ถ้าคิดไม่เป็นมันก็ทุกข์ ถ้าคิดเป็นแล้ว เรา
ก็รู้ได้ถึงความสุขที่เกิดขึ้นในใจ
(ต่อจากฉบับที่แล้ว)
กัลยาณมิตร มีนาคม ๒๕๕๓ | ๑๗