ข้อความต้นฉบับในหน้า
เขาจึงตามมาทวงอย่างนี้เรียกว่าทวง แต่
ถ้าเราทำท่าจะงุบงิบโกงของเขาแล้วเขาทวง
โดยอ้างสิทธิหรือเหตุผลต่าง ๆ หักล้าง
ซึ่งเป็นเรื่องยุ่งกว่าทวงธรรมดา เรียกว่า
ท้วง ถ้าไปท้วงที่เขาไม่ได้ผลจึงกลับมา
เล่นงานตัวเอง หรือใครคนใดคนหนึ่ง
เรียกว่า ประท้วง ที่จริงคำว่าทวง ท้วง
และประท้วง ก็พี่ ๆ น้อง ๆ กันนั่นเอง
- การประท้วงรัก ก็หมายความว่า
ทวงเอาความรักกลับคืน คือที่แรกเขา
มารักเรา อยู่มา ๆ เกิดจะหนี
ไปรักคนอื่น แล้วเราทวงคืน
แต่ทีนี้วิธีทวงรักนั้น บางคน
ๆ
ทวงผิดวิธี เขาใช้วิธีบวก เรา
กลับใช้วิธีลบ ผลลัพธ์มันก็
เลยไม่ตรงความต้องการ คือ
คนรักทำท่าจะหนีเราเกิดทำตัว
เราเองให้เลวลง ต่ำลง เสียลง
หรือกินยาตายเสีย หรือตาม
ไปฆ่าคนรักเสีย เข้าใจว่าเป็น
การประท้วงรัก หรือทวงรัก
ความจริงผิดศีล เหตุใดจึงรู้ว่า
ผิด? ที่รู้ก็เพราะทำอย่างนี้
แล้วไม่มีทางที่รักจะกลับคืน
ถ้าถูกวิธีเราก็ต้องได้รักกลับคืนสิ
นี่ไม่ได้ยิ่งทำ รักก็ยิ่งเหินห่าง
จึงเป็นอันตัดสินได้ว่า เราทำ
ผิดวิธี ผิดจริง ๆ เราฆ่าตัว
เราเองตายไปแล้ว คนรักเขาจะกลับมา
รักอีกหรือเปล่า ใครที่บังอาจไปอยู่กิน
เป็นตัวเป็นเมียกับผี ข้าพเจ้ายังไม่เคยพบ
เห็น หรือแม้เพียงเราทำตัวให้เลวลงแทน
ที่เขาจะกลับมารักเราอีกก็อย่าไปหวังเลย
การทำลายตัวเองเพื่อเป็นการ
ประท้วงรักนั้นไม่ถูกวิธีแน่ คิดดูหลาย
ประตูแล้ว ทำเช่นนั้นไม่ใช่ประท้วง แต่
เป็นการตะเพิด เวลาพูดหรือเขียนข่าว
ทำนองนี้น่าจะใช้คำว่า ตะเพิดรักด้วยขวาน
"ตะเพิดรักด้วยน้ำกรด" ว่าอย่างนี้จึงจะตรง
การทําลายตัวเอง
เพื่อเป็นการ
ประท้วงรัก น
ไม่ถูกวิธีแน่
Love story.
คิดดูหลายประตูแล้ว
ท่าเช่นนั้นไม่ใช่ประท้วง
แต่เป็นการตะเพิด
ถ้าจะประท้วงรักกันแล้ว ต้อง
ประท้วงด้วยการทำตัวให้ดีขึ้นจึงจะถูก
พอคู่รักทำท่าจะเป็นเราก็รีบไปปรึกษาหมอ
ซื้อยาอายุวัฒนะมากิน ให้ร่างกายอ้วนที่
มีน้ำมีนวล เคยพูดจาไม่เข้าหูคนก็แก้
เสียใหม่ สรรแต่น้ำคำที่เย็นที่หวานมาใช้
เคยทำอย่างนี้จึงจะเรียกว่า “ประท้วงรัก”
เพราะเป็นวิธีที่จะทำให้รักกลับคืน หนัง
สือพิมพ์ก็ควรจะลงข่าวว่า "ประท้วงรัก
ด้วยวิตามิน" หรือ "ประท้วงรักด้วยการ
ยิ้มอย่างสดชื่น” ข้าพเจ้า
คิดว่าต้องอย่างนี้จึงจะได้ผล
และถูกต้อง ไม่ใช่ไปคว้าเอา
การตะเพิดรักมาเป็นการประ
ท้วงรัก
อย่างไรก็ตาม ข้าพเจ้า
อยากจะพูดกับท่านผู้อ่านที่ยัง
หนุ่มยังสาวสักเล็กน้อย เกี่ยว
กับทางเดินของใจที่เรียกว่า
ทางชีวิต ใครแก่แล้วจะไม่
อ่านก็ได้ คือทางชีวิตมีอยู่ ๒
ทาง ได้แก่ทางโลกีย์กับทาง
โลกุตระ ทางโลกีย์เป็นทาง
รอบโลก หรือวนเวียนอยู่ในโลก
เดินเท่าไร ๆ ก็ไม่พ้นโลก
เหมือนคนโดยสารรถเมล์สาย
รอบเมือง นั่งไปทั้งกลางวัน
กลางคืน ก็คงวนอยู่ในเมือง
นั่นเอง ส่วนทางโลกุตระเป็นทางออกไป
พ้นโลกเปรียบเหมือนว่า ทางถนนพหล
โยธิน รถที่เดินทางนี้ตรงออกไปพ้น
จากกรุงเทพฯ ทีเดียว
ทางโลกุตระจะไม่พูด พูดแต่ทาง
โลกีย์กันก่อน เวลานี้เราทุกคนกำลังเดิน
ทางโลกีย์ จำเป็นต้องรู้เรื่องทางโลกีย์ไว้
บ้าง จะได้เดินถูกและเตรียมตัวถูก
ทางโลกีย์มี ๓ สาย ขนานกันไป
ใครจะสมัครเดินสายไหนก็ได้
และ
เวลานี้ท่านเองก็อาจกำลังเดินอยู่ในสายใด
กัลยาณมิตร ๓๙