ข้อความต้นฉบับในหน้า
นั้นก็จะเกี่ยวเนื่องถึงอนาคตจะ "ยึดติด
กับ” หรือ “มีอยู่ก่อน” ผลในอนาคตก็ได้
สิ่งที่จะเกิดขึ้นในวันข้างหน้าก็คือ จาก
ชีวิตที่ผลยังไม่ให้ เป็นชีวิตที่ได้รับผลแล้ว
(การตระ) เมื่อเวลานั้นมาถึง กรรมที่
ทำด้วยเจตนาในอดีต ก็จะให้ (ประยัด
ฉติ) ผลในปัจจุบัน ด้วยการกระตุ้นให้
ผลนั้น ก้าวเข้ามาสู่ปัจจุบันในทันที
ความเห็นเรื่องกรรมของสูตรานติกะ
คำว่า "สูตรานติกะ” เป็นภาษา
สันสกฤต ถ้าภาษาบาลี เรียกว่า สุต
ตันติกะ แปลว่า "ผู้เชี่ยวชาญในพระ
สูตร” (สูตรานตระ) ซึ่งคล้าย
กับความหมายของคำว่า วินัยธร
และอภิธรรมิกะ คือ "ผู้เชี่ยวชาญ
ในพระวินัย” และ “ผู้เชี่ยวชาญ
ในพระอภิธรรม (คัมภีร์)”
ตามลำดับ แต่ยโสมิตรกล่าวใน
อรรถกถาของโกศะว่า "สูตราน
ติกะหมายถึง ผู้ที่ยอมรับคำสอน
ในพระสูตร แต่ไม่ยอมรับพระ
ศาสตร์” พระศาสตร์ในที่นี้หมาย
ถึง คัมภีร์พระอภิธรรมทั้ง ๗
เล่มของสราวาสติวาทอันมีญาณ
พระสูตร
ความถูกต้องของพระสูตรเพียงอย่าง
เดียวในคัมภีร์พระอภิธรรม” ก็จะเป็นไป
ได้มากขึ้น ส่วนที่มีปัญหาก็คือ
ปิฎกของสราวาสติวาท ผู้เชี่ยวชาญ
พระไตรปิฎกฉบับต่าง ๆ มักจะทำให้
คำสอนของแต่ละฉบับผิดเพี้ยนกันไป
แม้ในพระวินัยหมวดเดียวกัน ปาฏิโมกข์
และอุปสัมปทา ก็มีที่แตกต่างกันจนได้
อย่างเช่น วสุพันธุเล่าว่า พระครูฝ่ายวินัย
(วินัยธร) และพระครูฝ่ายพระอภิธรรม
(อภิธรรมิกะ) มีความเห็นไม่ลงรอยกัน
เรื่องการดื่มของมึนเมาว่าบาปหรือไม่บาป
(ประกระติสาวิทยะ)
ปรัสถาน เป็นเล่มที่สำคัญที่สุด สูต กล่าวกันว่า ศรีลาตะ ศิษย์ของกุ
รานติกะไม่ยอมเชื่อพวกอภิธรรมิกะว่า มารลาตะในคริสต์ศักราช ๔๐๐ เป็นผู้
ญาณปรัสถานเป็นถ้อยคำของพระพุทธ ก่อตั้งสำนักปรัชญาสูตรานติกะ ตารนาถ
เจ้าอภิธรรมิกะ เป็นพวกที่นับถือนิกาย นักประวัติศาสตร์พุทธศาสนาชาวทิเบต
หนึ่งที่ไม่ได้ใช้พระวินัยของสราวาสติวาท กล่าวว่าศรีลาตะเป็นชาวกัษมีระ
สูตรานติกะ
และ
m
คำสอนไปอย่างน่าเสียดาย เรื่องความจริง
(ทรัพยสัตตะ) ของสิ่งที่อยู่เหนือธรรมชาติ
รวมทั้งนิพพาน (ประตูสังขยานิโรธ)
สูตรานติกะไม่เชื่อว่ามีจริง เพราะนิพาน
เป็นความหมดไป (ปัญจาทภาวะ) และ
การไม่เกิดขึ้น (อนุตปาทะ) ของความ
ทุกข์ หาใช่สิ่งที่มีอยู่โดยแท้จริงไม่ ที่
ว่างก็เช่นกัน ย่อมปราศจากวัตถุในที่ว่าง
สิ่งที่เหลืออยู่ก็คือ สิ่งที่อยู่ใต้กฎธรรมชาติ
(สังสกฤตา ธรรมา) ที่จะถือได้ว่าเป็น
ความจริง (ทรัพยสัตตะ) ไวภาษีกะมี
การแบ่งสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นออกเป็น
ประเภท กล่าวคือ สสารที่มีอยู่จริง (รูป)
ใจและเรื่องราวที่ใจเข้าไปเกี่ยวข้อง
(จิตและจิตทั้งหลาย) และสิ่งที่ไม่
เป็นทั้งรูปและใจ ทั้งยังไม่อาศัย
การรับรู้รับทราบ (จิตตวิประยุกต์)
ใด ๆ อีกด้วย สูตรานติกะ
ยอมรับแต่เรื่องของรูปและใจเท่านั้น
เพราะถือว่า ประเภทที่สาม เป็น
เพียงแต่ตัวความคิดหรือชื่อ (ปรัช
ญัปติสัต) ด้วยเหตุนี้ ในการศึกษา
เรื่องกรรมของไวภาษีกะ ปราปติ
(การยึดครองหรือการเป็นเจ้าของ)
จึงไม่มีความสำคัญในที่นี้ สำหรับ
เรื่องรูปของไวภาษีกะ สูตรานติกะยอมรับ
แต่เพียงว่า รูปประกอบด้วยอวัยวะรับรู้
ทั้งห้า (อินทรีย์) และอารมณ์ (วิสัย)
ทั้งห้าอย่าง ส่วนปรากฏการณ์ที่เกิดเป็น
รูปคือ อวิชญ์ปติ หรือกระแสบุญกระแส
-
แม้กระนั้นสูตรานติกะก็ไม่ได้บอกให้ชัดแจ้ง วสุพันธุ์ก็มักเอ่ยชื่อครูและศิษย์ทั้งสองนี้ บาปที่อยู่ภายในใจที่ไม่มีใครสามารถรับรู้ได้
ลงไปว่า อภิธรรมิกะไม่เป็นสราวาสติวาท บ่อย ๆ ในฐานะเป็นต้นความคิดแบบ
ถ้าหากว่าอภิธรรมิกะเป็นสราวาสติวาท
เพราะสนับสนุนพระอภิธรรมของสราวา เรื่องสำคัญที่สูตรานติกะหยิบยกมา
สติวาทแล้วไซร้ ความหมาย ๒ ประการ พูดเกี่ยวกับทฤษฎีกฎแห่งกรรมของไวภาษี
ของคำว่า สูตรานติกะ นั่นคือ "ผู้เชี่ยว กะก็คือ ไวภาษีกะประพันธ์พระอภิธรรม
“ผู้ยอมรับ ด้วยสำนวนที่บดบังความเรียบง่ายของ
ชาญในพระสูตร" และ
เกิดจากการกระทำทางกายหรือวาจาไม่
ว่าดีหรือชั่ว (วิชญ์ปติ) สูตรานติกะไม่
เชื่อว่าเป็นจริงยิ่งไปกว่านั้น สูตรานติกะ
ยังไม่ยอมรับคำสอนของไวภาษีกะ เรื่อง
การกระทำภายในว่าแตกต่างจากการ
กระทำภายนอก เพราะสูตรานติกะถือว่า
Kalyanamitra.org
กัลยาณมิตร ๕๓