ข้อความต้นฉบับในหน้า
ยโสมิตร ยกบทสวดที่กวีมาตถุเจตะ ทำให้เกิด ข ดังนี้เป็นต้น หาใช่เกิดจาก
ขับถวายแด่พระศากยมุนี มาพรรณนา ธาตุที่อยู่เหนือธรรมชาติไม่
ดังต่อไปนี้
ธรรมทั้งหลาย
การเกิดจะไม่สิ้นสุด ถ้าใจยังคงมี
ความรู้สึก (หฤทัย) ว่ายังมีตัวตน ("ฉัน") เมื่อไม่มีผู้กระทำ เพราะผู้กระทำ
(อหังการ) อยู่ ถ้าเราเชื่อว่าเรามีตัวตน ไม่มีตัวตน แล้วการกระทำจะมีได้อย่างไร?
เราก็จะรู้สึกว่ามีตัวเราเรื่อยไป เนื่องจาก ไวภาษีกะจำแนกทุกสิ่งที่เกิดขึ้น แตกต่าง
ไม่มีครูคนใดอีกแล้วที่จะสอนเรื่องความ จากพระอภิธรรมฝ่ายเถรวาทและสูตราน
ไม่มีตัวตน (ในราตมยวาท) นี้นอกจากท่าน ติกะ กล่าวคือ สิ่งใดก็ตามที่ตั้งอยู่
ด้วยเหตุนี้จึงไม่มีหนทางใดอีกแล้ว ที่จะ นั้นจะต้องเป็นหนึ่งในสองประเภทคือ
นำไปสู่ความหลุดพ้น นอกจากหนทาง
ของท่าน
พระพุทธเจ้าทรงสอนว่า ทุกสิ่งที่
เกิดขึ้นย่อมไม่มีตัวตน (สรวธรรมา
อนาตมาน) หมายความว่า ไม่มี
บุคคลที่มีสาระแท้จริงเกิดขึ้น นอก
จากรูปที่มาประกอบกัน และไม่มี
ความเป็นอยู่ที่แท้จริงในหรือนอก
สิ่งนั้น คำว่า “ตัวตน” เป็นเพียงชื่อ
(ปรัชญ์ปติสัต) ที่คนทั่วไปหรือ
พระภิกษุใช้หมายถึงลักษณะของ
บุคคลนั้น แต่วสุพันธุ์ กล่าวว่า
ชื่อนี้จะต้องนำมาประยุกต์ใช้
สิ่ง
ผลของเหตุและของสภาวะ (สังสกฤต)
หรือไม่ใช่ผลของเหตุหรือของสภาวะ
(อสังสกฤต) มีอยู่สามสิ่งที่เกิดขึ้น โดย
ๆ
ไม่ต้องอาศัยเหตุใด ๆ ทั้งสิ้น สิ่งดังกล่าว
ได้แก่ ที่ว่าง (อากาศ) การดับ (นิโรธ)
๒ ประเภท อันมีการดับด้วยการตรัสรู้
ธรรม (ประตูสังขยานิโรธ) และการดับ
ที่มิใช่ด้วยการตรัสรู้ธรรม (อประตูสัง
(ปรัชญ์ปเต) กับความจริง
(ทรัพยสัต) คือ ลำดับของปัจจัย
(สกันธ์) & อย่างที่เกี่ยวเนื่องและ
แปรเปลี่ยนไปตามกาลเวลา ปัจจัยทั้งห้า
นั้นก็คือ กาย หรือสสาร (รูป) ความรู้สึก
(เวทนา) การสำเหนียก (สัญญา)
อำนาจในการทำสิ่งใดตามใจตนเอง
(สังขาร) และการรับทราบ (วิญญาณ) ขยานิโรธ) การดับอย่างแรกคือ นิพพาน
อย่างหลังคือ การดับความรู้อื่น เช่น
เมื่อเราเห็นสีเหลือง เราก็จะรับรู้แต่สีเหลือง
ไม่รับรู้อะไรอื่นนอกจากสีเหลืองนี้เท่านั้น
ธรรมอันเป็นสังสกฤตเหล่านี้ รวมทั้งธรรม
อันอาศัยเหตุนั่นก็คือ อริยสัจข้อที่
หรือหนทางสู่การดับทุกข์ (มรรค) ย่อม
ปฏิจจสมุปบาท
วสุพันธุ์กล่าวว่า ตัวตน เป็นพื้นฐาน
ของปฏิจจสมุปบาท สาระของคำสอน
เรื่องนี้ก็คือ ทุกสิ่งมีเหตุเกี่ยวข้องซึ่งกัน
และกัน จึงทำให้เกิดอีกสิ่งหนึ่งขึ้น เช่น ก
P
ปราศจากกิเลส (อนาสรวะ) ส่วนธรรม
อย่างอื่น นอกจากหนทางการดับทุกข์นี้
ล้วนยังมีกิเลสเจือปนด้วยกันทั้งสิ้น
(สาสรวะ) ผม
a
6 สิ่งที่เกิดด้วยเหตุหรือเงื่อนไขมี
ประเภท กล่าวคือ วัตถุ (รูป) ใจ
(จิตตะ+เจตตะ/เจตสะ [ จิตตสัมประ
ยุกต์]) และสิ่งที่ไม่ใช่ทั้งวัตถุหรือใจ
อย่างหลังเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นโดยไม่ต้องอาศัย
การรับรู้รับทราบใด ๆ (จิตตวิประยุกตา
สังสการา) ยโสมิตรอธิบายว่า สิ่งที่ต้อง
อาศัยเหตุจึงจะเกิด ก็เหมือนกับเรื่องราว
ที่เกิดขึ้นในใจของเรา เช่น ความรู้สึก
หรือความตั้งใจคือ มันไม่เป็นวัตถุ
(อรูป) แต่มันก็ไม่เหมือนกันตรงที่
มันเกิดคนละเวลากับเวลาที่เรารับ
รู้เรื่องเดียวกันนี้ผ่านอายตนะต่าง ๆ
สิ่งที่ต้องอาศัยเหตุจึงจะเกิดนี้ มี
พื้นฐานคือ ประโยค (บทกาย) คำ
(นามกาย)
และตัวอักษร
(วยัญชนกาย) ความคล้ายคลึง
กันที่จะจำแนกสิ่งมีชีวิต (สัตตวะ)
ให้อยู่ประเภทเดียวกัน (นิกาย),
สภาคตา) การที่ใจไม่บ่งบอก
ลักษณะของอสัญญี (สิ่งที่รับรู้ไม่
ได้) หนทางของสมาธิตรงที่ที่สติจะหยุด
รวม ๒ ทาง (อาสมมิกะ และนิโรธ)
พลังชีวิต (ชีวิเดนทรีย์) ลักษณะ
ประการของสิ่งที่เกิดจากเหตุคือ การเกิด
(ชาติ) การดำรงอยู่ (สถิติ) ความเสื่อม
(ชรา) และความไม่เที่ยง (อนิตยตา)
ประการสุดท้ายคือ "ความรู้สึกว่าเป็น
เจ้าของ” (ปราปติ) และ "ความรู้สึก
ว่าไม่เป็นเจ้าของ” (อปราปติ) ซึ่งจะ
เกิดหรือไม่เกิดก็ได้ในกระแสสติของคนเรา
Kalyanamitra.org
กัลยา ณ มิตร ๕๑