ข้อความต้นฉบับในหน้า
เสียสมเด็จพระบรมเชษฐาที่ทรงรักและใกล้ชิด
มาตั้งแต่ทรงเยาวัยไปอย่างกะทันหัน ทำให้พระบาท
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงโศกเศร้ามาก ไม่เคยทรง
เตรียมพระราชหฤทัยและกำลังพระวรกายมาสำหรับ
หน้าที่กษัตริย์เลย ดังที่ทรงบันทึกไว้ว่า
ต่างประเทศกล่าวว่า เป็นการครอบครองที่ยิ่งใหญ่
ร่วมทุกข์ร่วมสุขด้วยกัน ท่านทั้งหลายจงดูภาพนั้น
ถ้าแม้นใครจ้องทำร้ายพระองค์ก็อาจทำได้ แต่เขาจะ
หนีไม่รอดพ้นจากเงื้อมมือประชาชนได้”
ประมาณเดือนสิงหาคม พ.ศ.๒๔๘๙ พระ
บาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้เสด็จพระราชดำเนินกลับ
ประเทศสวิตเซอร์แลนด์พร้อมกับสมเด็จพระบรมราชชนนี
"ไม่เคยคิดเลยว่าจะได้เป็นกษัตริย์ คิดเพียง
จะเป็นน้องของพี่เท่านั้น”
แต่ความจงรักภักดีของประชาชนที่แสดงออก
เพื่อทรงศึกษาต่อ ขณะที่รถยนต์พระที่นั่งเสด็จผ่าน
ต่อพระองค์อย่างท่วมท้น
หลายครั้งหลายครา ทำให้
ความตั้งพระราชหฤทัยแต่
เดิมเปลี่ยนไป จากพระ
ราชดำรัสของสมเด็จพระ
นางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ
ที่ทรงเล่าถึงเหตุการณ์ กรณี
สวรรคตของรัชกาลที่
ตอนหนึ่งว่า
"ภาพให้เห็นตอน
ที่สวรรคตแล้ว ประชาชน
นับไม่ถ้วน ได้แสดงความ
ร่วมทุกข์ด้วยกัน ทุกคนมีใบหน้านองน้ำตา พุ่งสายตา
มาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งขณะนั้นพระ
ชนมายุเพียง ๑๘ พรรษา แล้วก็พุ่งความหวัง ความรัก
ความเห็นใจเวทนา มิใยจะมีเสียงข่าวเล่าลืออะไร
ประชาชนจงใจว่าจะไม่เชื่อ จะมีความแน่วแน่มั่นคง
ประชาชนที่มาเฝ้าส่งเสด็จอยู่สองฟากฝั่งถนนอย่าง
ล้นหลามเต็มไปหมด
ตลอดระยะทางถึงสนามบิน
ดอนเมือง ทรงได้ยินเสียงตะโกนดัง ๆ ว่า
"ในหลวงอย่าทิ้งประชาชน"
ทำให้ทรงนึกตอบบุคคลผู้นั้นอยู่ในพระราช
ในพระมหากษัตริย์ของพระองค์ต่อไปของเขา
ซึ่ง
หฤทัยว่า
ประชาชนไม่ได้เคยเปลี่ยนแปลง ตลอดระยะเวลาเกือบ
"ถ้าประชาชนไม่ทิ้งข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะทิ้ง
๔๐ ปี ไม่เคยเปลี่ยนแปลงไปเลย เราซึ่งหนังสือพิมพ์
ประชาชนได้อย่างไร"
กั ล ย า ณ ม ต ร ๒๑