ข้อความต้นฉบับในหน้า
(ต่อจากฉบับที่แล้ว)
การปฏิรูป saree musa
- แนวคิดในทางการปฏิรูปสังคมมิใช่แนวคิดที่
เริ่มต้นด้วยเหตุผลเพียงปรัชญาใหม่ต่อต้านปรัชญาเก่า
เพื่อทดแทนปรัชญาขึ้นใหม่เท่านั้น และก็ไม่ได้เกิด
เพราะมนุษย์ต้องการเอาหลักความคิดเข้าโต้แย้งกัน
ประชาชน ประชาชนที่เริ่มเสื่อมคลายต่อความเชื่อใน
เรื่องพระเจ้าเป็นผลให้เกิดความพร้อมเพรียงในการ
ปฏิเสธเทพยเจ้า
การปฏิเสธเทพยเจ้านั้นจำเป็นที่ลัทธิและความ
เชื่อเก่าจะต้องตอบคำถามเบื้องต้นต่อการกำเนิดของ
เทพเจ้าเหล่านั้นได้ด้วย การต่อสู้ระหว่างต้นกำเนิด
เพื่อสร้างเป้าหมายในสังคมเพื่อตัวผู้สร้างปรัชญาเหล่านั้น
แต่เงื่อนไขชี้ขาดสำคัญที่สุดที่จะเป็นฐานรองรับให้ปรัชญา
ของเจ้าลัทธิอยู่ได้ คือประชาชนผู้ต้องการรับรู้สิ่งใหม่
เพื่อเป็นอุดมการณ์เชิงปฏิบัติในการสร้างสังคมใหม่
ดังนั้นเราจะเห็นได้ว่าในการลบล้างแนวคิดทางปรัชญา
ต่อกันนั้น ผู้ทำการปฏิรูปปรัชญาจึงมีจุดมุ่งหมายขั้น
สุดท้ายในการปฏิวัติระเบียบทางสังคมของมนุษย์
ชาติด้วย
- การมองโลกทางพระพุทธศาสนาเป็นแนวคิดใหม่
เป็นแนวคิดที่ปฏิวัติต่อสภาพเสื่อมโทรมทางสังคมในยุค
ที่ลัทธิพราหมณ์ถูกนำไปเสริมสร้างอำนาจของชนชั้น
ปกครองที่ไม่ได้ประกันความพึงพอใจของประชาชนร่วม
ยุคให้ได้รับในสิ่งที่เขาควรจะได้รับ
ชนชั้นปกครองในยุคเสื่อมของพราหมณ์ได้
พร่ำสอนลัทธิเพื่อเป้าหมายของอำนาจศักดิ์สิทธิ์ ไม่
ได้สอนความเชื่อและสอนปรัชญาชีวิตที่มนุษย์จะ
สามารถพ้นจากความกดขี่แห่งวรรณะได้ อาณัติ
จากสวรรค์หรือจากโครงการของพระผู้เป็นเจ้าที่เป็น
ผลตอบแทนเป็นเพียงเครื่องมือให้ความดำรงอยู่ในสภาพ
อันเสื่อมโทรมของคนส่วนใหญ่ยืดยาวไป ขณะที่การ
เติบโตของนครรัฐกลับขยายตัวทางสังคมเศรษฐกิจ
และการเมือง ตอบสนองผลประโยชน์โดยตรงให้กับ
คณะบุคคลผู้มีฐานะเหนือกว่า ผู้ที่สูงกว่า "ฉลาดกว่า
หลอกคนโง่กว่า” ให้หลงงมงายและเชื่อ
เชื่อถือพวกเขา
เชื่อเทวดา เชื่อถือพรหมและอิศวร เป็นผู้มีอำนาจ
บันดาลเป็นผู้กำหนดชาตาชีวิตให้เป็นไปตามกรรม
กำหนดชีวิตให้กำเนิดไปตามการขีดเขียนของพระเป็นเจ้า
ซึ่งไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้ เป็นสิ่งที่แก้ไขไม่ได้ เป็น
มาอย่างไรต้องเป็นไปอย่างนั้น
ศาสนาพุทธสามารถเป็นปฏิปักษ์ทางความคิดกับ
พราหมณ์ ก็อาศัยฐานจากการปลุกระดมธรรมในหมู่
ของเทพเจ้า มีความหมายสะท้อนกลับไปถึงปัญหา
กำเนิด พระเจ้าและ "คุณธรรม” ของตัวแทนศาสนา
อันได้แก่ พราหมณ์ด้วย ผู้ที่อ้างเทพหรือพรหมย่อม
ยืนอยู่บนข้อโต้แย้งในเรื่องคุณธรรมและศีลธรรมของเขา
แต่นั่นก็เป็นความเชื่อในเรื่องทฤษฎี ในทางปฏิบัติแล้ว
คุณธรรมของคนต่างวรรณะย่อมหมายถึงความหมาย
ในนัยทางสังคมที่ต่างกัน "คุณธรรมศีลธรรมของ
วรรณะสูง” เกิดขึ้นในหมู่ชนชั้นที่มีอำนาจเท่านั้น ส่วน
คุณธรรมศีลธรรมของ (พวกสกุลหรือวรรณะต่ำ)
ก็เกิดขึ้นในหมู่ชนชั้นที่ถูกกดขี่และผู้ปกครอง
ความขัดแย้งระหว่างสถานะภาพทางสังคมนี้
ก่อให้เกิดความขัดแย้งในเป้าหมายของคุณธรรม
ก ล ย า ณ ม ต ร
๖๙