สาเหตุการเสื่อมของพระพุทธศาสนาในอินเดีย วารสารกัลยาณมิตร ปี 2542 ฉบับที่ 6 หน้า 25
หน้าที่ 25 / 132

สรุปเนื้อหา

กับเรื่องอภิปรัชญา เช่น โลกนี้โลกหน้าว่ามีจริงหรือไม่ ตายแล้วไปไหน จิตมีการรับรู้ได้อย่างไร โลกเป็นอยู่อย่างไร มีจริงหรือไม่ เป็นต้น คำถามเหล่านี้เป็นสิ่งที่พระสัมมา สัมพุทธเจ้าไม่ทรงพยากรณ์เพราะถือว่าไม่เกิดประโยชน์ ทรงอบรมสั่งสอนแต่สิ่งที่นำไปสู่การขัดเกลากิเลส มุ่งสู่ พระนิพพาน และเมื่อถึงจุดนั้นแล้วผู้ปฏิบัติก็ย่อมจะ เข้าใจสิ่งเหล่านี้ได้เอง คนอินเดียเป็นคนช่างคิดและชอบมีการถกเถียง อภิปรายกันในเรื่องต่างๆ ผู้ใดเป็นคนเจ้าเหตุเจ้าผล คาถาต่างๆ วัตรปฏิบัติก็ย่อหย่อนลง จนถึงจุดหนึ่งเกิด เจ้าคารมก็มีคนเคารพนับถือมาก พระผู้เชี่ยวชาญทาง เป็นนิกายตันตระ ซึ่งเลยเถิดไปถึงขนาดถือว่า การเสพ ปริยัติธรรมจำนวนหนึ่งเมื่อถูกท้าทายมากเข้าก็อดรน กามเป็นหนทางสู่การตรัสรู้ธรรม การดื่มสุราเป็นสิ่งดี ทนไม่ไหว เ

หัวข้อประเด็น

- สาเหตุการเสื่อมของพระพุทธศาสนาในอินเดีย

ข้อความต้นฉบับในหน้า

กับเรื่องอภิปรัชญา เช่น โลกนี้โลกหน้าว่ามีจริงหรือไม่ ตายแล้วไปไหน จิตมีการรับรู้ได้อย่างไร โลกเป็นอยู่อย่างไร มีจริงหรือไม่ เป็นต้น คำถามเหล่านี้เป็นสิ่งที่พระสัมมา สัมพุทธเจ้าไม่ทรงพยากรณ์เพราะถือว่าไม่เกิดประโยชน์ ทรงอบรมสั่งสอนแต่สิ่งที่นำไปสู่การขัดเกลากิเลส มุ่งสู่ พระนิพพาน และเมื่อถึงจุดนั้นแล้วผู้ปฏิบัติก็ย่อมจะ เข้าใจสิ่งเหล่านี้ได้เอง คนอินเดียเป็นคนช่างคิดและชอบมีการถกเถียง อภิปรายกันในเรื่องต่างๆ ผู้ใดเป็นคนเจ้าเหตุเจ้าผล คาถาต่างๆ วัตรปฏิบัติก็ย่อหย่อนลง จนถึงจุดหนึ่งเกิด เจ้าคารมก็มีคนเคารพนับถือมาก พระผู้เชี่ยวชาญทาง เป็นนิกายตันตระ ซึ่งเลยเถิดไปถึงขนาดถือว่า การเสพ ปริยัติธรรมจำนวนหนึ่งเมื่อถูกท้าทายมากเข้าก็อดรน กามเป็นหนทางสู่การตรัสรู้ธรรม การดื่มสุราเป็นสิ่งดี ทนไม่ไหว เข้าร่วมการถกเถียงนี้ด้วย พยายามหาเหตุ ผลทางทฤษฎีการให้เหตุผลทางตรรกศาสตร์มาอธิบาย ปัญหาเหล่านี้ตามแนวคิตในพระพุทธศาสนา หลักธรรม ในพระพุทธศาสนา ซึ่งเมื่อปฏิบัติจนเข้าถึงแล้ว ผู้ปฏิบัติ ย่อมเห็นตรงกัน เป็นภาวนามยปัญญา แต่เมื่อพยายาม พิสูจน์ด้วยความคิดทางตรรกศาสตร์ ด้วยจินตมยปัญญา ผลก็คือนักทฤษฎีของพระพุทธศาสนาเองก็มีความเห็น ไม่ตรงกัน เกิดเป็นแนวคิดของสำนักต่างๆ และแตกตัว เป็นนิกายต่างๆ ในที่สุด มีนักทฤษฎีในพระพุทธศาสนา ที่มีชื่อเสียงเกิดขึ้นจำนวนมาก เช่น นาคารชุน อสังคะ วสุพันธุ์ ทิคนาคะ ภาววิเวก ธรรมกีรติ ศานตรักษิตะ เป็นต้น แนวคิดของพระนักทฤษฎีเหล่านี้มีความลึกซึ้ง มาก จนแม้นักวิชาการตะวันตกปัจจุบันมาเห็นเข้ายังตื่น ตะลึง แต่ผลก็คือ พระพุทธศาสนาได้กลายเป็นศาสนาที่ มีคำสอนที่สลับซับซ้อน จนชาวบ้านฟังไม่เข้าใจ พระพุทธศาสนากลายเป็นศาสนาของพระภิกษุสงฆ์ และ มีพระภิกษุสงฆ์จำนวนน้อยเท่านั้นที่รู้เรื่อง ชาวพุทธ ทั่วไปกลายเป็นชาวพุทธแต่ในนาม ไปวัดทำบุญบ้างตาม เป็นต้น พระพุทธศาสนาได้แยกออกเป็น ๒ ทางที่สุด โต่งอย่างนี้และเสื่อมลงตามลำดับ ๒. สาเหตุจากภายนอก ในอินเดียนอกจากพระพุทธศาสนาแล้วก็ยังมี ศาสนาอื่น ๆ อีกมาก ที่มีอิทธิพลมากคือศาสนาพราหมณ์ เมื่อพระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองขึ้น คนหันมานับถือมาก ศาสนาพราหมณ์ก็อับแสงลง แต่ผู้นำในศาสนาพราหมณ์ ก็หาทางแย่งชิงศาสนิกกลับคืนอยู่ตลอดเวลา พยายาม หยิบยกเอาคำสอนในพระพุทธศาสนาหลายอย่างไปเป็น ของตัวบ้าง ปรับตัวจนกลายเป็นศาสนาฮินดูและรอคอย โอกาส เมื่อพระพุทธศาสนาเสื่อมลงจากภายในแล้ว ก็ เปลี่ยนวิธีการจากการโจมตีพระพุทธศาสนา เป็นการ ผสมกลมกลืน โดยมีปราชญ์ใหญ่ชื่อ ศังกระ ประมาณ พ.ศ. ๑๒๘๐ เป็นผู้นำในการปฏิรูปศาสนาฮินดู มีการเลียน แบบวัดในพระพุทธศาสนา สร้างที่พักนักบวชในศาสนา ฮินดู เรียกว่า มถะ เป็นศูนย์กลางในการเผยแผ่ศาสนา ฮินดูขึ้นเป็นครั้งแรก และมีการปฏิรูปอื่นๆ อีกมากมาย ต่อมาถึงขนาดมีการปรับคำสอนบอกว่าพระพุทธเจ้าคือ องค์อวตารปางที่ ๔ ของพระวิษณุ เพราะฉะนั้นผู้ที่ เทศกาล ตามประเพณีเท่านั้น และมีพระภิกษุสงฆ์อีก เคารพนับถือพระพุทธเจ้าทุกคนก็คือชาวฮินดูนั่นเอง กลุ่มหนึ่งซึ่งมีจำนวนมากกว่า ก็หันไปปฏิบัติตนตามใจ ชาวบ้าน ซึ่งมักต้องการพึ่งพาในอำนาจลึกลับ ความ ศักดิ์สิทธิ์ จึงมีการเล่นเครื่องรางของขลัง เวทย์มนต์ เมื่อพระพุทธศาสนาเองก็เสื่อมจากภายใน ชาวพุทธโดย ทั่วไปไม่มีความรู้ในพระพุทธศาสนา พอพบกับยุทธวิธี ของศาสนาฮินดูเข้าเช่นนี้ ชาวพุทธก็ยิ่งสับสน แยกไม่ กัลยาณมิตร มิถุนายน ๒๕๕๒
แสดงความคิดเห็นเป็นคนแรก
Login เพื่อแสดงความคิดเห็น

หนังสือที่เกี่ยวข้อง

Load More