ข้อความต้นฉบับในหน้า
ทำหน้าที่เป็นพลเมืองดีต่อไป
สำหรับอีกครอบครัวหนึ่งคือ ครอบครัวเชาวนะ
ปัญจะ ทางฝ่ายสามเณรเชาวัศน์ เชาวนะปัญจะ กล่าว
ถึงการมาอบรมธรรมทายาทว่า “ครั้งแรกทีเดียว คุณแม่
ชวนมาอบรมธรรมทายาท ตอนแรกไม่ค่อยชอบ แต่
เมื่อได้มาแล้วก็ชอบ เพราะได้มานั่งสมาธิทำให้ใจเย็น
และชอบความเป็นระเบียบเรียบร้อย ความสะอาดของวัด
และตั้งใจว่าเมื่อจบจากการอบรมไปแล้วจะรักษาศีล ๕
ให้บริสุทธิ์" ทางฝ่ายของคุณปัทมา เชาวนะปัญจะ
มารดาของสามเณรเชาวัศน์ กล่าวถึงสามเณรลูกชายว่า
“ปิดเทอมพาเขามาบวช ดีกว่าให้เขาไปเล่นที่บ้านเพื่อน
ซึ่งเราก็ไม่รู้ว่าเขาทำอะไร แต่ถ้ามาตรงนี้ เขาจะรู้ว่า
อะไรดีอะไรชั่ว อย่างน้อยก็เป็นเครื่องตัดสินใจได้อีก
อย่างหนึ่ง"
อีกครอบครัวหนึ่งคือครอบครัว
อำพันแสง ที่มีลูกชายมาบวชเป็น
สามเณรมัชฌิมธรรมทายาท คือ
สามเณรกิตติพงศ์ อำพันแสง กล่าวถึง
การมาอบรมของตัวเองว่า “คุณแม่
อยากให้มาบวช เมื่อมาแล้วก็ได้ทำในสิ่ง
ที่ไม่เคยทำ และจะนำการฝึกสมาธิไปใช้
ในการเรียน เพราะเชื่อว่าสมาธิทำให้มี
สติในการเรียนมากขึ้น”
ทางด้านของคุณ สัณฑพงศ์
อำพันแสง ทำงานที่การท่าเรือแห่ง
ประเทศไทย บิดาของสามเณรกิตติพงศ์ กล่าวถึง
สามเณรลูกชายว่า “เขาจะได้รู้จักชีวิตตั้งแต่ยังเล็กอยู่
ชีวิตที่เขาโตขึ้นมาจะได้ไม่วุ่นวาย มีหลักยึด ไปใช้กับ
ชีวิตประจำวันเขาได้ตลอด”
ที่ได้มาร่วมโครงการย่อมเป็นที่ประจักษ์แก่ทุกท่านแล้วว่า
จากความคิดเห็นของผู้ปกครองและธรรมทายาท
การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีที่สุดภายในครอบครัว ก็คือ
การดำเนินชีวิตตามหลักธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ไม่ว่าบุคคลใดที่ได้มีโอกาสเข้ามาสู่เส้นทางธรรม เขาจะ
มีโอกาสได้รับรู้ถึงรสพระธรรมอันประเสริฐ ถ้าได้เป็น
พระภิกษุสามเณร ก็จะเป็นพระภิกษุสามเณรที่เป็นเนื้อ
นาบุญอันเยี่ยม แม้ครอบครัวก็จะเป็นครอบครัวที่
ประเสริฐสุด หรือที่เรียกว่า “ครอบครัวธรรมกาย” ดัง
ตัวอย่างของทั้ง ๓ ครอบครัวที่กล่าวมาแล้ว
ล
HAL
กัลยาณมิตร ๑๒๕ มิถุนายน ๒๕๕๒