การศึกษาในวัดและคุณธรรม วารสารกัลยาณมิตร ปี 2542 ฉบับที่ 6 หน้า 44
หน้าที่ 44 / 132

สรุปเนื้อหา

เด็กที่อยู่ในโรงเรียนวัด แต่ละอาชีพที่เกิดจากการถ่ายทอดวิทยาอาชีวะโดยพระภิกษุ เพราะฉะนั้น พลเมือง ไทยในยุคก่อนครั้นจบการศึกษาจากวัดไปแล้ว ก็จะมีคุณธรรมติดตัวควบคู่ไปกับความ รู้วิชาชีพ แต่พอเราเริ่มความเจริญแบบตะวันตกเข้ามา รัฐบาลเริ่มเข้ามาเกี่ยวข้องกับ การศึกษาในวัด เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๑๔ ได้เริ่มมีโรงเรียนเกิดขึ้นในพระบรมมหาราชวัง ต่อมาอีก ๑๒-๑๓ ปี คือ ปี พ.ศ. ๒๔๒๗ การจัดตั้งโรงเรียนได้เริ่มแพร่หลายมากขึ้น แต่สิ่งที่ขาดไม่ได้เลยก็ แต่ในขณะนั้นความขาดแคลนในเรื่องของงบประมาณและในเรื่องของครูผู้สอนนั้น คือคุณธรรมที่ครู ค่อนข้างมาก การแก้ไขปัญหาขาดแคลนนี้จึงต้องอาศัยให้วัดเป็นผู้จัดตั้งโรงเรียนสอน อาจารย์ใส่เข้าไปให้กับ หนังสือสำหรับเยาวชนไทยเกือบทั้งหมดและขอให้พระมาทำหน้าที่เป็นครูช่วยสอนหนังสือ เ

หัวข้อประเด็น

- การศึกษาในวัดและคุณธรรม

ข้อความต้นฉบับในหน้า

เด็กที่อยู่ในโรงเรียนวัด แต่ละอาชีพที่เกิดจากการถ่ายทอดวิทยาอาชีวะโดยพระภิกษุ เพราะฉะนั้น พลเมือง ไทยในยุคก่อนครั้นจบการศึกษาจากวัดไปแล้ว ก็จะมีคุณธรรมติดตัวควบคู่ไปกับความ รู้วิชาชีพ แต่พอเราเริ่มความเจริญแบบตะวันตกเข้ามา รัฐบาลเริ่มเข้ามาเกี่ยวข้องกับ การศึกษาในวัด เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๑๔ ได้เริ่มมีโรงเรียนเกิดขึ้นในพระบรมมหาราชวัง ต่อมาอีก ๑๒-๑๓ ปี คือ ปี พ.ศ. ๒๔๒๗ การจัดตั้งโรงเรียนได้เริ่มแพร่หลายมากขึ้น แต่สิ่งที่ขาดไม่ได้เลยก็ แต่ในขณะนั้นความขาดแคลนในเรื่องของงบประมาณและในเรื่องของครูผู้สอนนั้น คือคุณธรรมที่ครู ค่อนข้างมาก การแก้ไขปัญหาขาดแคลนนี้จึงต้องอาศัยให้วัดเป็นผู้จัดตั้งโรงเรียนสอน อาจารย์ใส่เข้าไปให้กับ หนังสือสำหรับเยาวชนไทยเกือบทั้งหมดและขอให้พระมาทำหน้าที่เป็นครูช่วยสอนหนังสือ เมื่อลำดับเหตุการณ์เหล่านี้ เริ่มขึ้นมาเรื่อยๆ จะเห็นได้ว่า โรงเรียนประเภท มูลศึกษาที่เกิดขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๕ นั้น เกิดขึ้นที่ในวัดทั้งสิ้น โดยโรงเรียนประเภทมูล การศึกษาที่เกิดขึ้นจากวัดนั้น ก็ได้อาศัยหลวงพ่อเจ้าอาวาสเป็นผู้จัดการโรงเรียน เป็น ผู้ดำเนินการรับเด็กเข้าเรียนทั่วไป และอาศัยพระในวัดช่วยเป็นครูสอนหนังสือเด็ก ส่วนครูของประชาบาล และครูของรัฐบาลนั้น ยังขาดแคลนอยู่มาก และมีเข้ามา จำนวนไม่กี่คน ใส่เข้าไปให้กับคนที่ เข้าไปบวชแล้วก็เรียน หรือบางคนเข้าไปนั่ง เรียนเฉยๆ ไม่ได้บวช ก็ยังได้รับคุณธรรม ติดตัวออกมา เพราะฉะนั้น คุณธรรม ของคนในสมัยโบราณ เราจึงจะเห็นว่า ทั้ง หนักแน่นและมั่นคง อะไรที่จะมีการ จาบจ้วงกันก็มีน้อย ต่อมาปี พ.ศ. ๒๔๖๔ พระราชบัญญัติประถมศึกษาจึงได้มีการเริ่มใช้ โดยได้ บังคับให้เด็กอายุ ๗ ขวบ ถึง ๑๔ ปี ต้องเข้าเรียน ในช่วง ๑๐ ปี ที่พระราชบัญญัติ ฉบับนี้มีผลบังคับใช้คือผ่านมาถึงปี พ.ศ. ๒๔๗๘ จะเห็นชัดว่าโรงเรียนเกิดขึ้นจากใน วัดทั้งสิ้น ๘๒ เปอร์เซ็นต์ โดยโรงเรียนที่เกิดในช่วงนั้นมีจำนวนประมาณ ๕,๐๐๐ โรงเรียน และเป็นโรงเรียนอยู่ในวัดทั้งหมดเลย ต่อมาแม้จะมีการขยายเพิ่มขึ้นถึงจะไม่ใช่โรงเรียนที่ วัดเป็นผู้จัดการ แต่ก็ขออาศัยอยู่ในวัดเป็นส่วนมาก นับระยะเวลาจาก พ.ศ. ๒๔๓๕ - ๒๔๗๔ ตรงนี้เกิดอะไรขึ้นกับการศึกษาของ ไทย ช่วงระยะเวลา ๔๐ ปี เหตุการณ์ที่เกิดกับการศึกษาในประเทศช่วงตรงนี้ คือการ ศึกษาได้เกิดขึ้นในวัดอย่างแพร่หลาย ความสามารถในการอ่านออกเขียนได้ การคิด เลขเป็นของเด็กไทย ล้วนเกิดขึ้นในวัดทั้งสิ้น แต่สิ่งที่ขาดไม่ได้เลยก็คือคุณธรรมที่ครูอาจารย์ใส่เข้าไปให้กับเด็กที่อยู่ใน โรงเรียนวัด ใส่เข้าไปให้กับคนที่เข้าไปบวชแล้วก็เรียน หรือบางคนเข้าไปนั่งเรียนเฉยๆ ไม่ได้บวช ก็ยังได้รับคุณธรรมติดตัวออกมา เพราะฉะนั้น คุณธรรมของคนในสมัย โบราณเราจึงจะเห็นว่า ทั้งหนักแน่นและมั่นคง อะไรที่จะมีการจาบจ้วงกันก็มีน้อย แต่ เหตุการณ์ร้ายๆ ในสังคมนั้นก็ยังคงมีบ้าง ไม่ใช่ไม่มี จะไปบอกว่าโบราณเขามีคุณธรรม แล้วเหตุการณ์ร้ายแรงไม่มี ย่อมไม่ใช่ ต้องบอกว่ายังมีอยู่ แต่มันไม่ได้มากเหมือนปัจจุบัน และสื่อมวลชนก็ไม่ได้ประโคมข่าวจนเกิดกระแสสังคมไปตามข่าวเหมือนปัจจุบันนี้ จึง ทำให้เกิดการเปรียบเทียบและเห็นได้ชัดเจนว่า คนโบราณส่วนใหญ่ มีคุณธรรมในตัว ฝังแน่น ไม่ตื่นข่าวลือง่ายๆ ประเทศไทยในยุคนั้นไม่ประสบปัญหาศีลธรรมมากมาย กัลยาณมิตร ๔๒ มิถุนายน ๒๕๕๒
แสดงความคิดเห็นเป็นคนแรก
Login เพื่อแสดงความคิดเห็น

หนังสือที่เกี่ยวข้อง

Load More