ข้อความต้นฉบับในหน้า
Fo
กัลยาณมิลว ธันวาคม พ.ค. 10×1®
ดำเนินชีวิตของคนในสังคมนั้นๆ ความยากจนอาจหมายถึง รายได้ที่ไม่เพียงพอกับรายจ่าย
ไม่สามารถหารายได้มาบำบัดความต้องการได้เพียงทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ จนเป็น
เหตุให้บุคคลนั้นมีสภาพความเป็นอยู่ต่ำกว่าระดับมาตรฐานที่สังคมวางไว้
สรุปง่ายๆ ก็คือ ๑. จนเพราะไม่มี ๒. จนเพราะไม่พอ
สภาพ “จนเพราะไม่มี” นั้น เป็นด้วยว่า ขัดสนหรือขาดแคลนปัจจัยทางเศรษฐกิจ
จนเกิดความทุกข์ยากทั้งทางกายและจิตใจ ส่วนสภาพ “จนเพราะไม่พอ”นั้น เป็นความรู้สึก
ว่า “ไม่มี” หรือ “ไม่ได้รับวัตถุสิ่งของที่อยากได้ อยากมีตามกระแสโลก โดยน่า ไปเปรียบเทียบ
กันคนอื่น แล้วรู้สึกว่าตนเองพร่องอยู่ตลอดเวลา
การแก้ปัญหาความยากจนทุกวันนี้ทางภาครัฐเน้นแก้ไขในส่วนจนเพราะไม่มี"
เพราะสามารถจับต้องได้เป็นรูปธรรมว่า จะช่วยสนับสนุนอย่างไรให้ประชากรมีรายได้
เพิ่มมากขึ้น
กระบวนการแก้ไขปัญหาความยากจนที่ผ่านมาของภาครัฐจึงมุ่งเน้นไปที่ “รัฐเป็น
ผู้ให้”, และ “คนยากจนเป็นผู้รับ” ให้ทั้งความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐานเรียนฟรี ๑๒ ปี บริการ
สุขภาพอนามัยขั้นพื้นฐานด้วยโครงการ ๓๐ บาทรักษาได้ทุกโรค ส่งเสริมการลงทุนและ
เงินทุนทุกสาขาทุกประเภท จัดหาเงินทุนในการประกอบอาชีพ ให้การประกันความ
มั่นคงทางสังคม (Soo131 วิธีอมก่IV) การประกันสังคม (500181 เกรบเผลกอธ) เก็บภาษีใน
อัตราก้าวหน้า (รายได้มากจ่ายมาก รายได้น้อยจ่ายน้อย) หรือแม้กระทั้งช่วยวางแผน
ครอบครัวเพื่อคุมกำเนิดให้มีลูกน้อยๆ ฯลฯ
แต่“การให้”ของภาครัฐนั้น ดูเหมือนว่า จะเป็นการเพิ่มภาระให้กับภาครัฐมากขึ้น
ทุกๆ ปี ส่งผลให้การพัฒนาประเทศแทนที่จะเจริญรุดหน้า กลับต้องมาถูกจำกัดหรือ
ชะลอตัวลงไป ด้วยต้องมามุ่งเน้นในเรื่องของ “สังคมสงเคราะห์” หรือ “ประชาสงเคราะห์”
(โรมเวแอ &ธรเราลูกอ6) เป็นหลักนั้นเอง แต่อย่างที่กล่าวไว้ข้างต้น ตลอด ๑๕ ปีภายใต้
แผนพัฒนาประเทศ ๓ ฉบับ ปรากฏว่าเรายังมีคนยากจนอยู่เต็มบ้านเต็มเมือง เพราะ
การให้ในเชิงสังคมสงเคราะห์นั้น เป็นการให้ในลักษณะแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่ต้องทำ แต่
เมื่อใดก็ตามที่ยังไม่สามารถทำให้ “คนยากจน” ยืนได้ด้วยตนเอง รัฐก็ต้องให้อยู่ร่ำไป
มีสุภาษิตจีนบทหนึ่งกล่าวไว้ว่า ถ้าท่านให้ปลาเขา ๑ ตัว เขาจะมีปลากิน ๑ มื้อ
แต่ถ้าท่านสอนวิธีจับปลาให้เขา เขาจะมีปลากินไปตลอดชีวิต ตลอดชาติทีเดียว... แล้ว
เราจะสอนเขาจับปลาได้อย่างไร??
การแก้ปัญหาความยากจนนั้น ทางพระพุทธศาสนาของเรา พระพุทธเจ้าได้ทรง
กระทำไว้เป็นแบบอย่างมานานกว่า ๒,๕๐๐ ปีแล้ว