ข้อความต้นฉบับในหน้า
ประเทศอย่างต่อเนื่องตลอดมาจนกระทั่งถึงปัจจุบัน ท่าน
ได้กล่าวความรู้สึกไว้ว่า
“อาตมายังน่าเยาวชนกลุ่มหนึ่งที่มีปณิธาน ที่มี
วิญญาณแห่งการบุกเบิกไปประกาศธรรมทั่วทุกสารทิศ
ดังเช่นในอำเภอ ตำบล หมู่บ้าน เมืองหลวง เมืองใหญ่ ถนน
ตรอก ซอก ซอย ตามวัดวาอาราม โรงภาพยนตร์ ขายหาค
บนดอย บนภูเขา...ฯลฯ ล้วนมีรอยเท้าที่พวกเราทิ้งไว้
ทุกที่ที่ไปถึง อาตมาจะเดินสายไฟ ติดตั้งไพ่ ดัดไมโครโฟน
เรียงเก้าอี้ ติดใบประกาศ และต้อนรับผู้คน ...ฯลฯ
อาตมาเดินทางหามรุ่งหามค่ำไปทั่วสารทิศเช่น
นี้มานับสิบกว่าปี แต่ภายในใจก็ยินดี ไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อย
อาตมาไม่หวาดหวั่นต่อความทุกข์ยากของการนั่งรถ ลงเรือ
ขึ้นเครื่องบิน หรือการเดินทางใดๆ กลัวอยู่อย่างเดียวว่า
ผู้คนจะไม่มีโอกาสได้บรู้ถึงความดีงามแห่งรสพระธรรม
ในการบรรยายธรรมของท่านชิงหวินในแต่ละครั้ง
จะมีผู้เข้าฟังอย่างล้นหลามมากมาย บ่อยครั้งที่ผู้ฟังจะต้อง
ยืนอยู่ภายนอกอาคารเพราะคนเต็มไปหมด หรือแม้กระทั่ง
บางแห่งถึงกับต้องซื้อบัตรเข้าฟังการบรรยายธรรม แต่
มหาชนก็ยังยินดี
แต่ทั้งนี้และทั้งนั้น หากมองย้อนไปในอดีตก่อนที่
ท่านจะได้รับความชื่นชมจากมหาชนอย่างมากมายเฉก
เช่นในปัจจุบัน ท่านต้องผ่านช่วงชีวิตแห่งการถูกต่อต้าน
ถูกกลั่นแกล้ง ถูกใส่ร้ายป้ายสี จากกลุ่มผู้ที่ไม่หวังดี แม้
กระทั่งคนในรัฐบาลเอง โดยท่านได้เล่าไว้ว่า
การ
“เมื่อหวนคำนึงถึงอดีต คราวที่อยู่อี้หลาน
บรรยายธรรมครั้งนั้น ตำรวจไม่ยอมให้อาตมาแสดงธรรม
อย่างเปิดเผย ห้ามไม่ให้อาตมาแจกเอกสารพระพุทธศาสนา
เหตุผลที่พวกเขายึดถือก็คือ ท่านยังไม่ได้ขออนุญาตจาก
เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง หรือขณะที่แสดงธรรมอยู่ที่วัดเสอิน
ก็ได้มีกลุ่มคนมาก่อความวุ่นวาย....หรือ บทบรรยายทาง
วิทยุกระจายเสียงได้บันทึกเรียบร้อยแล้ว รายการทาง
พระพุทธศาสนาของสถานีโทรทัศน์ก็ดัดการเรียบร้อยแล้ว
แต่กลับถูกยกเลิกอย่างกระทันหัน ทั้งนี้เพราะเหตุที่ทาง
การสมัยนั้นได้กำหนดไว้ว่าไม่หวังให้มีการถ่ายทอด
รายการทางศาสนามากเกินไป และหันใดนั้นก็ยังได้รับ
การข่มขู่ว่าจะสั่งเก็บ... โอบอุ้ม และด้วยความปรารถนา
๒๔๘ 48ขา{แปสร ธันวาคม พ.ศ. ๒*XX
อย่างแรงกล้าที่จะเข้าไ
กล้าที่จะเข้าไปบรรยายธรรมให้แก่เหล่าทหาร
ตำรวจ ทั้งสามเหล่าทัพ รวมถึงนักโทษในเรือนจำ แต่
ก็ได้รับการปฏิเสธอย่างเย็นชาจากเจ้าหน้าที่ไม่ให้เข้าไป
อาตมาจึงถามกลับไปว่า ทำไมบาทหลวง และซิสเตอร์
ของทางแคทอสีค และทางโปรเตสแตนท์จึงสามารถเข้า
มาเผยแพร่ศาสนาในนั้นได้ แต่ทำไมพระภิกษุ ภิกษุณี
ของพระพุทธศาสนาจึงถูกกีดกันอยู่ภายนอก เข้าไปไม่ได้
พวกเขากลับตอบว่า เพราะว่านักบวชไม่สมควรที่จะ
แสดงธรรม!!!??? และอีกคราวหนึ่งคือ หลังจากที่
ประธานาธิบดีเจียงไคเช็คสิ้นชีวิต อาตมาได้ออกอภิปราย
เรื่องสีสันทางศาสนาของทางประเทศจีน และในยามที่
ประธานาธิบดีหลีเต็งฮุย ขึ้นรับตำแหน่งใหม่ๆ นั้น ท่าน
ต้องการที่จะให้ศาสนาคริสต์ขึ้นมาเป็นศาสนาประจำชาติ
อาตมาก็แสดงความคิดเห็นว่าไม่สมควร หากเพื่อจะให้
ประเทศชาติดีขึ้น อาตมาไม่เคยหวาดหวั่นที่จะเสี่ยง
อันตรายอันยิ่งใหญ่ ที่จะขอกล่าวอย่างตรงๆ ว่าความ
กล้าหาญนั้น มันหมุนเรียนสูบฉีดอยู่ในสายเลือดของ
อาตมาเสมอมา...
"
ช่วงชีวิตของท่านชิงหวินได้ผ่านร้อนผ่านหนาว
มาหลายรูปแบบ และแน่นอนว่ากว่าจะมาถึงวันนี้ วันที่
ทั่วโลกต่างยกย่อง และให้การยอมรับท่านชิงหวินค้าซื้อ
และวัดโฝวกวงชัน ถึงขนาดองค์การพุทธศาสนิกชนแห่ง
โลกได้ถวาย อาราธนาให้ท่านดำรงตำแหน่งประธาน
กิตติมศักดิ์ขององค์การพุทธศาสนิกชนแห่งโลก ท่านเองก็
เคยผ่านการด่าทอ ต่อว่า ใส่ร้าย ปองร้ายต่างๆ นานา
ถึงกับมีผู้กล่าวหาท่านว่า ภิกษุพาณิชย์ ภิกษุหัวการค้า
ภิกษุการเมือง มารศาสนา ฯลฯ แม้กระทั่งการขึ้นเป็นคดี
ความในศาลก็มีมาแล้ว แต่ด้วยหัวใจที่เด็ดเดี่ยวในการที่
จะขยายงานพระพุทธศาสนาให้กว้างไกล ท่านก็ไม่ได้
หวาดหวั่นประการใด ท่านเคยให้ทัศนคติเกี่ยวกับงาน
พระพุทธศาสนาว่าจะขาดปัจจัยสนับสนุนมิได้เลย โดย
ท่านได้เล่าไว้ว่า
"พระพุทธศาสนาจะรุ่งเรืองอยู่ได้ ก็ต้องมีบุคลากร
มีเงินสนับสนุน มีที่ในการทำกิจกรรม มีกิจกรรมต่างๆ
หากลูกสะใภ้ที่ชาญฉลาดจะไม่สามารถท่าอะไรได้เลย
เมื่อไม่มีข้าวที่จะนำมาหุงหาอาหาร ถ้าขาดแคลนเงิน