ข้อความต้นฉบับในหน้า
ภาพทางด่วนของเยอรมนีที่ชื่อ
ว่า "เอาโตบาห์น"
ภาพทางด่วนของเยอรมนีที่ชื่อ
ว่า “เอาโตบาห์น”
เราวันนี้มีการปรับปรุงสภาพถนนอยู่หลายจุด และสิ่งที่เหนือกว่าปัจจัยอื่นทั้งหมด ก็
ไม่พ้นเรื่องของคุณภาพของ "คน" คนเยอรมันเป็นชนชาติที่ให้ความสำคัญกับวินัยมาก
จนอาจพูดได้ว่าพวกเขาเกิดมาพร้อมกับวินัยที่อยู่ในสายเลือด บนถนน “เอาโตบาทน
นี้ ผมรู้สึกเหมือนการเดินแถวของทหารครับ รถแต่ละเลนจะวิ่งต่อกันไปด้วย
ความเร็วที่ค่อนข้างคงที่ ขับเร็ววิ่งด้านใน ขับช้าวิ่งด้านนอก จะเปลี่ยนเลนแต่ละ
ครั้งเขาก็จะให้สัญญาณก่อนเสมอ
สังคมเยอรมันเป็นสังคมอุตสาหกรรม เน้นเรื่องประสิทธิภาพในการผลิต
จึงเลือกความเร็วที่ปลอดภัย ผู้ที่รีบ ก็ไปได้ก่อน จะได้งานเพิ่มขึ้น ผลผลิตรวม
ระดับชาติดีขึ้น สำหรับคนไม่รีบนักก็ค่อยๆ ไป ไม่ว่ากัน แต่ที่สำคัญ ทุกคนอยู่ใน
ระบบที่รับรองความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินเพียงพอ อย่างไรก็ตาม เขากลับ
ให้ความสนใจในการควบคุมรถประจำทาง และรถบรรทุกขนาดใหญ่มากเป็นพิเศษ
มีการจำกัดความเร็ว กำหนดให้การวิ่งทุก 4 ชั่วโมง ต้องหยุดพักครึ่งชั่วโมง มี
ระบบบันทึกบนแผ่นกระดาษกลมๆ ตลอดเส้นทาง ซึ่งจะระบุไว้หมดว่ากี่โมง ขับรถ
เร็วเท่าไร หยุดช่วงเวลาไหน เป็นเวลากี่นาที ระบบนี้ได้ช่วยให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ
ตรวจสอบการขับรถคันนั้นย้อนหลังได้ทุกเวลา รถขนาดใหญ่ต้องการการควบคุมที่
เข้มงวด ก็เพราะเขารู้ดีว่าอุบัติเหตุจากรถเหล่านี้มีอันตรายมากกว่ารถยนต์ส่วนบุคคล
เขาคิดกันเป็นระบบดีนะครับ นี่แหละครับ ประเทศที่บอกว่าเขาพัฒนาแล้ว ก็เพราะ
เขาคิดว่าได้พัฒนาทุกสิ่งที่อยู่รอบตัวให้เป็นระบบได้นั้นเอง และระบบนี้เองที่ยก
ระดับคุณภาพของคนในชาติให้อยู่ดีกินดี มีชีวิตที่มีคุณภาพได้ ก็ตรงกับหลักธรรมใน
พระพุทธศาสนาครับ ที่ว่าวินัยพาไปต่าง วินัยพาไปดี วินัยพาไปสู่ความสว่าง และ
ความสุข
มองผ่านภาพรถยนต์ที่แล่นสวนกันไปมาไม่ขาดสาย จะเป็นบรรยากาศสบายๆ
ของสองข้างทาง ใบไม้กำลังทยอยเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลบ้าง สีเหลืองบ้าง ใบไม้บาง
ส่วนก็เริ่มร่วงโรย อากาศกำลังเย็นสบาย ไม่ร้อน ไม่หนาว มีแสงแดดยามเย็นที่ทอ
ทาบแนวเขา หมู่บ้าน และท้องทุ่ง ช่างให้ความรู้สึกที่สงบเย็น เวลาที่กำลังเช้าสู่รอย
ต่อของกลางวันและกลางคืนนี้ ช่างเป็นเวลาแห่งการสงบจิตใจโดยแท้ ผมนึกถึงการ
สวดมนต์ และการทำสมาธิครับ มีคนว่ากันว่าคนเยอรมันมีลักษณะที่เหมือนจะ
ขัดแย้งอย่างหนึ่ง คือ ชอบระเบียบ วินัย ทำงานหนัก ไม่ค่อยมีอารมณ์ขัน แต่ใน
ขณะเดียวกันกลับมีความสามารถระดับต้นๆ ของโลกในเรื่องการประพันธ์เพลงคลา
สสิกที่มีความละเมียดละไม ละเอียดลึกซึ้ง วันนี้ผมดูสองข้างทางแล้ว ก็ไม่แปลกใจ
แล้วครับ ความสบายที่สัมผัสจากสภาพธรรมชาติรอบข้างนี่เอง ภาพของท้องทุ่ง ป่าไม้
ปราสาท บ้านเมือง และผู้คนที่โมสาร์ตและบีโธเฟนเล่าเรื่องให้เรา ก็น่าจะเกิดจาก
การผสานระหว่างความสงบในใจของเขา และความงดงามของธรรมชาติภายนอก
จนเป็นแรงบันดาลใจสรรค์สร้างชิ้นงานประพันธ์ที่ก้องโลกออกมาชิ้นแล้วชิ้นเล่าได้
ไม่น่าแปลกใจครับ ที่คนยุโรปยังรักธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมาก เพราะสิ่งเหล่านี้เอง
ที่เป็นที่มาแห่งความยิ่งใหญ่ทางวัฒนธรรมของเขาหลายๆ ด้าน
๑๓๒ พยาณมิตร ธันวาคม พ.ศ. 10107