ข้อความต้นฉบับในหน้า
ประการที่สอง การทำสงคราม ต้องมีการทำลาย
ชีวิตเป็นการประกอบเหตุปัจจัยที่น่าทุกข์มาให้ มีวิบากกรรม
ชั่ว (บาป) ติดตัวไปในภพชาติเบื้องหน้า ซึ่งวิบากกรรม
ชั่วจะกลับมาให้ผลเป็นทุกข์ในอนาคต ดังที่พระพุทธองค์
ตรัสไว้ในทุจริตวิปากสูตรว่า ภิกษุทั้งหลาย ปาณาติบาต
(การฆ่าสัตว์) ที่บุคคลเสพ เจริญ ทำให้มากแล้ว ย่อม
อำนวยผลให้ไปเกิดในนรก เกิดในกำเนิดสัตว์เดรัจฉาน
เกิดในเปรตวิสัย วิบากแห่งปาณาติบาตอย่างเบาที่สุด
ย่อมอำนวยผลให้เป็นผู้มีอายุน้อยแก่ผู้เกิดเป็นมนุษย์
ประการที่สาม พระพุทธองค์ทรงประพฤติเป็น
แบบอย่าง เมื่อถูกล่วงเกินก็มีได้อาฆาตจองเวรผู้ที่มา
ประทุษร้ายตั้งแต่ยังเป็นพระโพธิสัตว์ เมื่อพระองค์ตรัสรู้เป็น
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว ก็มิได้โต้ตอบการส่ งงเกินของผู้
ประทุษร้ายด้วยการเข่นฆ่า จองล้างจองผลาญกับผู้มา
ล่วงเกินแบบตาต่อตา ฟันต่อฟัน เช่น เมื่อพระเทวทัต
ลอบท่า ร้ายด้วยการกลิ้งหินใส่พระองค์ มอมเมาและปล่อย
ช้างไปทำร้าย หรือให้นายขมังธนูมาลอบปลงพระชนม์
พระองค์ก็ยังทรงมีความปรารถนาดีแก่พระเทวทัต
ผู้ประทุษร้าย และตรัสสอนภิกษุว่า หากมีโจรใจต่ำทราม
น่าเลื่อยมีคมสองข้างมาเลื่อยอวัยวะร่างกายของภิกษุ
หากภิกษุรูปใดมีจิตประทุษร้ายในโจรนั้น ไม่ชื่อว่า ท่า
ตามคำสอนของพระศาสดา
ประการที่สี่ พระพุทธองค์ทรงเห็นว่า การทำ
สงครามเป็นการก่อเวรและมีผลเป็นบาป ดังเช่น เมื่อครั้ง
ที่พระเจ้าอชาตศัตรูยกทัพมารุกรานพระเจ้าปเสนทิโกคล
ทางแคว้นกาสี ครั้งนั้นพระเจ้าปเสนทิโกศลพ่ายแพ้
พระพุทธองค์ทรงทราบจึงตรัสว่า ผู้ชนะย่อมก่อเวร ผู้
พ่ายแพ้ย่อมนอนเป็นทุกข์ ผู้ละทั้งความชนะและความ
พ่ายแพ้ได้แล้ว มีใจสงบย่อมนอนเป็นสุข
ต่อมา พระเจ้าอชาตศัตรูยกทัพมาอีกแต่พระเจ้า
ปเสนทิโกคลทรงรบชนะ ทรงยึดไพร่พลแล้วปล่อยพระเจ้า
อชาตศัตรูไป พระพุทธองค์ทรงทราบจึงตรัสว่า คนจะ
แย่งชิงได้เท่าที่การแย่งชิงนั้นจะเป็นไปได้ แต่เมื่อใดคน
๐๘0
คํดชาณมิตร ธันวาคม พ.ค. เอ๕®®
เหล่าอื่นมาแย่งชิงบ้าง เมื่อนั้นผู้แย่งชิงนั้นก็กลับถูกเขา
แย่งชิงไป เพราะว่าบาปยังไม่ให้ผลเพียงใด คนพาลย่อม
สำคัญบาปว่าเป็นของดีเพียงนั้น แต่เมื่อใดบาปให้ผล
เมื่อนั้นคนพาลย่อมประสบทุกข์ ผู้ฆ่าย่อมได้รับการฆ่าตอบ
ผู้ชนะย่อมได้รับการชนะตอบ ผู้ว่าย่อมได้รับการค่าตอบ
และผู้โกรธย่อมได้รับการโกรธตอบ เพราะเมื่อกรรมให้ผล
ผู้แย่งชิงนั้นย่อมถูกเขาแย่งชิงไป
จากเหตุอย่างน้อย ๔ ประการ คือ
ต.ชาวพุทธเห็นมนุษย์โลกไม่จำกัดเชื้อชาติ
ศาสนาและเผ่าพันธุ์เป็นเหมือนหมู่ญาติ
๒.ชาวพุทธกลัวผลแห่งวิบากกรรมอันเกิดจาก
การฆ่า ที่จะส่งผลเป็นทุกข์ในอนาคต
๓.พระพุทธองค์ทรงประพฤติตนเป็นแบบอย่าง
ไม่ทรงประทุษร้ายตอบ แม้ด้วยความคิดกับผู้มาประทุษ
ร้ายพระองค์
๔.พระพุทธองค์ทรงเห็นว่า สงครามเป็นกาวก่อ
เวรและมีผลเป็นบาป
ดังนั้น วิธีคิดของชาวพุทธจึงหลีกเลี่ยงการทำ
สงครามและการเข่นฆ่ามาตลอด จะต้องรบบ้างก็คราว
จำเป็น เพื่อปกป้องการรุกรานอธิปไตย ชาวพุทธจึงไม่
เคยอ้างพระพุทธเจ้าทำสงคราม มีแต่อ้างพระพุทธเจ้าไม่
ทำสงคราม หากจะทำสงคราม เห็นจะมีแด่ทำสงครามกับ
กิเลสอาสวะที่หมักดองอยู่ในใจ
ทำสงครามกับคนอื่นได้ทั้งบาป ก่อเวร และรุ่มร้อน
รบกับความโลภด้วยการให้ทาน รบกับความโกรธด้วย
การรักษาศีลและแผ่เมตตา รบกับความหลงด้วยการนั่ง
สมาธิสวดมนต์เจริญสมาธิภาวนา ได้ทั้งบุญ ไม่ก่อเวร
และชุ่มเย็นด้วย เป็นบุญลาภอันประเสริฐแล้วที่เกิดเป็น
ขาวพุทธ