ข้อความต้นฉบับในหน้า
ประชากร
จิวด้ากวนได้กล่าวถึงรูปพรรณ
สัณฐานของผู้คนในอาณาจักรนี้ว่า
ชาวเมืองทั่วไปผิวพรรณหยาบและดำ
จะหาที่งดงามจริงๆ ก็เห็นจะเป็นใน
พระพุทธรูปและเทวรูปยุคต่างๆ ในอาณาจักรกัมพูชา
อยู่ในวงราชการ
สําหรับพระสงฆ์ในพุทธศาสนานั้นโกนศีรษะ ห่ม
จีวรสีเหลืองเปิดไหล่ไว้ข้างหนึ่งและไม่สวมรองเท้า ฉัน
รั้วในวังหรือตามบ้านเจ้านายและ
ขุนนางเท่านั้น สตรีที่สูงศักดิ์มักจะมี
ผิวขาวราวหยกเพราะไม่ค่อยถูกแดด
ถูกลมเท่าใดนัก
คนพื้นเมืองดั้งเดิมมีอยู่
๒ พวก
พวกหนึ่งที่พอรู้ภาษาอยู่บ้างก็จะถูกขายมาเป็นทาสในเมือง
ส่วนอีกพวกหนึ่งที่ไม่รู้ภาษาและไม่ยอมรับความเจริญกิ
จะเร่รอนไปตามป่าเขา เป็นไหดินเหนียวไว้บนศีรษะ มี
อาหารมื้อเดียว ไม่ฉันสุรา มีพระสงฆ์บางรูปที่ได้รับสิทธิ ชีวิตอยู่ด้วยการล่าสัตว์เป็นอาหาร
พระพุทธรูปปูนปั้นลงรักปิดทององค์เดียวเท่านั้นและจิ๋วด้า คนละภาษาพูดจากันไม่รู้เรื่อง ส่วนใหญ่การเรียงลำดับคำ
ในการนั่งเสลี่ยงคานทอง มีสัปทนด้ามทองหรือเงิน
พระสงฆ์ระดับนี้จะเป็นผู้ให้ค่าปรึกษาของพระเจ้าแผ่นดิน
ในเรื่องสำคัญๆ วัดทั่วไปมีความเรียบง่าย ไม่มีระฆังไม่มี
กลองไม่มีฉาบ มีแต่ธงทิวและแท่นสูงๆ ที่ประดิษฐาน
ภาษา
จิวต้ากวนบอกว่ากัมพูชามีภาษาเป็นของตนเอง
แม้สำเนียงจะคล้ายกับภาษาของจามและสยาม แต่ก็เป็น
จะกลับกันกับภาษาจีน เจ้านายและขุนนางผู้ใหญ่จะมี
ภาษาพูดสำหรับตนเองโดยเฉพาะ (ราชาศัพท์) อาลักษณ์
ก็จะพูดภาษาที่สละสลวยตามแบบของเขา พระใน
พระพุทธศาสนาและนักบวชต่าง ๆ ก็มีค่า เฉพาะในทางพระ
ส่วนชาวเมืองในแต่ละเมืองหรือแต่ละหมู่บ้านก็จะมีภาษา
กวนยังบอกด้วยว่าคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนาทำด้วยใบลาน
ส่วนพวกนักบวชในลัทธิไศวนิกายซึ่งจิวด้ากวน
เรียกว่าพวกลัทธิเต๋าหรือปาซูเวนั้นแต่งกายเหมือนผู้ชาย
ชาวเมืองทั่วไป ต่างกันแต่มีผ้าโพกหัวสีขาวหรือสีแดง
รูปบูชาของพวกนี้คือก้อนหิน (ศิวลึงค์) ซึ่งมีลักษณะคล้ายๆ
หินแม่ธรณีที่ประดิษฐานตามศาลเจ้าในประเทศจีน วัด
ของนักบวชลัทธินี้มีความมั่งคั่งน้อยกว่าวัดในพระพุทธ
ศาสนา จิวด้ากวนบอกว่าเขาไม่ค่อยรู้เรื่องของนักบวช
ลัทธินี้เท่าใดนัก
อย่างไรก็ดี จิวด้ากวนก็บอกให้เรารู้ว่าเด็กๆ ใน
วัยเรียนจะมาเรียนกับพระ ครั้นพอโตขึ้นจึงจะกลับไปใช้
ชีวิตฆราวาสตามเดิมและยังบอกด้วยว่าชาวเมืองส่วน
ใหญ่นับถือพระพุทธศาสนา
ท้องถิ่นของตนเอง
การพิจารณาคดีความ
เมื่อมีคดีความเกิดขึ้นในระหว่างราษฎรไม่ว่าจะ
เป็นคดีเล็กน้อยหรือคดีใหญ่แค่ไหนเรื่องก็จะขึ้นไปถึงกษัตริย์
การพิจารณาตัดสินคดีจะใช้วิธีพิสูจน์ผู้บริสุทธิ์อย่างเช่นให้
จุ่มมือลงไปในน้ำมันเดือดถ้าไม่เป็นอันตรายจึงเชื่อว่าบริสุทธิ์
การลงโทษในคดีร้ายแรงจะใช้วิธีขุดหลุมฝังผู้กระทำความ
©๕๔
พัดชาณมิตร
ธนวาคม พ.ศ. ๒๕ธ.ธ.