ข้อความต้นฉบับในหน้า
การแตงกาย
จิวต้ากวนบอกว่าทั้งหญิงและชายตั้งแต่กษัศริย์ลง
มามักจะเกล้าผมและเปลือยไหล่หรือเปลือยอก นุ่งผ้าผืน
เล็กรอบเอวเมื่อออกจากบ้านจึงจะใช้ผ้าผืนใหญ่กว่าคลุมทับ
ผ้าผ่อนที่ใช้ก็แตกต่างกันตามฐานะ ผ้าที่พระมหากษัตริย์
ทรงใช้เป็นของแพง เนื้อบาง ผ้าบางชนิดทอได้ในกัมพูชา
แต่หลายชนิดก็น่าเข้ามาจากสยามและจัมปา โดยเฉพาะ
ผ้าที่ทอจากอินเดียจะได้รับความนิยมมากกว่าที่อื่น
เฉพาะพระมหากษัตริย์เท่านั้นทรงผ้าทอลายทั้ง
ผืนและทรงมงกุฎคล้ายกับมงกุฎพระวัชรธร ยามที่ไม่ทรง
มงกุฎจะรัดเกล้าด้วยมาลัยดอกไม้หอมอย่างเช่นดอกมะลิ
ไว้บนพระเกศา ทรงสวมสร้อยไข่มุกเม็ดใหญ่ที่พระกร
ข้อพระบาท นิ้วพระหัตถ์ทรงสวมกำไลและแหวนทอง
ประดับเพชรตาแมว ไม่ทรงฉลองพระบาท ฝ่าพระบาท
และพระพักตร์ทาสีแดงชาด คราวเสด็จออกจากพระราช
วังจะทรงพระแสงดาบทองคำไปด้วย
สำหรับราษฎรสามัญจะแต้มสีที่ฝ่าเท้าได้เฉพาะ
สตรีเท่านั้น ลายผ้าที่ใช้สวมใส่ของเจ้านายและชนชั้นสูง
กับของราษฎรสามัญก็แตกต่างกันโดยจำกัดลายไว้เฉพาะ
กลุ่มเช่นชนชั้นสูงเท่านั้นที่จะสวมเสื้อผ้าที่มีลายดอกถี่ๆ ได้
ชนชั้นฐานันดรศักดิ์
จีวากวนได้กล่าวถึงลำาดับชั้นศักดินาของ
ช้าราชการในอาณาจักรนี้ว่ามีตั้งแต่ระดับเสนาบดี แม่ทัพ
โหราจารย์และพนักงานอื่นๆ อีกเป็นจำนวนมากเหมือน
ของจีน ซึ่งเป็นธรรมดาที่บรรดาลูกท่านหลานเธอจะได้รับ
การแต่งตั้งไว้ในตาแหน่งที่สําคัญๆ
ยามที่ขุนนางผู้ใหญ่ออกไปยังที่สาธารณะก็จะมี
เครื่องหมายยศและผู้ติดตามเป็นเครื่องบ่งบอกตำแหน่งฐานะ
ถ้าตำแหน่งสูงจะนั่งเสลี่ยงคานหามทองและสัปทนด้ามทอง
๔ คัน รองลงมาจะเป็นเสลี่ยงคานหามทองและสัปทน
ด้ามทอง ๒ คัน รองลงมาอีกชั้นจะเป็นเสลี่ยงคานหาม
ทองและสัปทนด้ามทอง ๑ คัน
ต่ำลงไปจะเหลือเพียงเฉพาะ
สัปทนด้ามทอง ๑ คัน ส่วนที่
ต่ำลงไปกว่านั้นจะมีได้แต่เพียง
สัปทนด้ามเงินและเสลี่ยง
คานหามเงิน สำหรับตัวสัปทน
ทั้งหลายทำด้วยแพรต่วนสีแดง
จากเมืองจีนมีระบายยาวลงมา
เกือบถึงพื้น
จิวต้ากวนยังกล่าวถึง
ทาสอันเป็นชนชั้นต่ำสุดใน
อาณาจักรว่าตามบ้านเรือน
ขุนนางและเศรษฐีจะมีทาสไว้
การแตงกายของขอม
รับใช้เป็นเรือนร้อย ถ้าเป็นบ้านเรือนของผู้คนที่มีฐานะ
ระดับปานกลางหรือระดับธรรมดาก็จะมีทาสรับใช้เป็น
เรือนสิบต่อครอบครัว บ้านใดที่ไม่มีทาสรับใช้ถือว่า
เป็นบ้านของคนจน ทาสพวกนี้เป็นคนป่าพื้นเมืองที่อยู่
ตามภูเขาเรียกว่า เผ่าจวง เมื่อถูกซื้อตัวเข้ามาอยู่ในเมือง
แล้วจะไม่กล้าหนีไปไหน ถ้าเป็นทาสหนุ่มก็จะมีราคาแพง
กว่าคนแก่ คนพวกนี้จะถูกกันให้อยู่ใต้ถุนเรือนจะขึ้นบน
บ้านได้เฉพาะตอนทำงานและต้องหมอบคลานเวลาอยู่
ต่อหน้าเจ้าของหากทำผิดก็จะถูกเฆี่ยนดี หากหลบหนี
และถูกจับได้ก็จะถูกจองจ่าหรือถูกสักหน้าประจาน
ศาสนาและวัดวาอาราม
จิวตากวนได้เอ่ยถึงศาสนาและนักบวชที่มีอยู่อย่าง
เป็นทางการในแผ่นดินขอมขณะนั้นว่ามีอยู่ ๓ ศาสนา
ได้แก่ศาสนาพราหมณ์ ศาสนาพุทธ (เถรวาท) และ
ลัทธิไศวนิกาย โดยนักบวชไนคาสนาพราหมณ์นั้นเรียกว่า
บันชี (บัณฑิต) หรือโหราจารย์ซึ่งแต่งกายเหมือนบุรุษ
ทั่วไปเพียงแต่มีด้ายสายสิญจน์สีขาวแขวนคอไว้เป็น
เครี่องหมายบอกให้รู้ พราหมณ์พวกนี้มักจะมีตำแหน่งสูงๆ
โอมานมิตร ธันวาคม พ.ศ. ๒๕®® ©๕๓