ข้อความต้นฉบับในหน้า
00
พรหมละเอียดเจ็ดเท่า เข้าถึงกายธรรมและกาย
ธรรมละเอียด ๘-๙ เท่าเข้าไปแล้ว มันมีความ
ฉลาดกว่ากันอย่างนี้นะ ให้รู้จักว่าของสูงของต่ำอย่างนี้
เมื่อรู้จักอย่างนี้แล้วก็ วันนี้ที่จะแสดง จิต ตำราท่านวาง
ไว้แค่จิด เอา ดวงจิต นี้เท่านั้น ดวงเห็นก็ไม่ได้เอามา
พูด ดวงจำไม่ได้มาพูด ดวงรู้ไม่ได้มาพูด มาพูดแต่ควง
จิตดวงเดียว ที่เราแปลจิต ถ้าเราเอามาใส่ปนกันกับเรื่อง
จิตก็ป่นปี้หมด เพราะ จิต มีหน้าที่คิดอย่างเดียวเท่านั้น
แหละ ดวงรู้ ก็ มีหน้าที่รู้อย่างเดียว ไม่มีหน้าที่คิด
ดวงจิตก็มีหน้าที่คิดอย่างเดียว ดวงจำก็มีหน้าที่จำ
อย่างเดียว ควงเห็นก็มีหน้าที่เห็นอย่างเดียว จะ
สับเปลี่ยนกันไม่ได้ แต่ว่า ถ้าไม่รู้หลักความจริง
แน่นอนอย่างนี้ละก็ ท่านก็แปลเอาดวงจิตไปรวม
เข้ากับรู้เสียว่า รู้ก็คือจิตนั่นแหละ วิจิตตารมณ์
ดวงจิตวิจิตรด้วยอารมณ์ต่าง ๆ รูปารมณ์ สัททารมณ์
คันธารมณ์ รสารมณ์ โผฏฐัพพารมณ์ ธัมมารมณ์ นี่
วิจิตรด้วยอารมณ์ต่าง ๆ อย่างนี้ ดวงจิตนั่น อีกนัย
หนึ่ง อารมณ์ วิชชนานาติดี จิตต จิตรู้ซึ่งอารมณ์
จิตรู้เสียอีกแล้ว เอาละซี เอาวิญญาณไปไว้ที่ไหน
แล้ว ไม่พูดดวงวิญญาณเสียอีกแล้ว พูดเป็นเสียแล้ว
เพราะฉะนั้น คำว่า จิต นี่แหละ เป็นดวงใส
เท่าดวงตา าข้างนอก ใสเกินใส ปกติมโน ใจเป็น
ปกติ คือ ภวังคจิต จิตที่เป็นภาคจิตน่ะ ใสเหมือน
ยังกับน้ำที่ใส ใสเหมือนยังกับน้ำที่ใสนะ จิตที่ใส
นั่นแหละ เมื่อระคนด้วยราคะเหมือนยังกับน้ำแดง
เข้าไปเจือเสียแล้ว มันก็ขึ้นเป็นนะ นี่เป็นอย่าง
นั้นมา เมื่อจิตระคนด้วยราคะเหมือนน้ำแดงเข้าไปเจือเสีย
แล้ว จิตระคนด้วยโทสะ เล่า เหมือนยังกับน้ำเขียว
น้ำดำเข้าไปปน น้ำเขียวเข้าไปในระคนเสียแล้ว
จิตระคนด้วยโมหะเหมือนน้ำตมเข้าไประคนเสีย
แล้ว ไอ้จิตใสนะมันก็ลงไปก็รู้นะ
สราค วา จิตต์ สรรค์ จิตตนติ ปชานาติ จิต
ระคนด้วยราคะ ก็รู้ว่าจิตระคนด้วยราคะ จิตไม่มีราคะ
ปราศจากราคะ ก็รู้ว่าจิตไม่มีราคะ ไม่ปนด้วยโมหะ
ปราศจากราคะ โทสะ โมหะ จิตฟุ้งซ่าน จิตหดหู จิต
หดหู ที่ใสน่ะหดหูไป ผู้สร้างพอรู้ว่าผู้สร้างเป็นอติวิสัย
ไม่คงที่เสียแล้ว ผู้สร้างก็รู้ว่าผู้สร้าง จิตประกอบด้วย
กุศลที่ระคนด้วยญาณ เป็นมหัคคจิต จิตไม่ประกอบด้วย
กุศลก็เห็น จิตประกอบด้วยกุศลก็เห็นชัด ๆ ดังนี้
สมานิต ว่า จิตต์ สมานิต จิตฺตนฺติ ปชานาติ จิต
ตั้งมั่นใสมั่นดิ่งลงไปก็เห็นชัด ๆ ดังนี้ รู้ชัด ๆ อย่างนี้
จิตไม่ตั้งมั่น ก็รู้ว่าจิตไม่ตั้งมั่น จิตพ้น ใสพ้นจากเครื่อง
กิเลส ก็รู้ว่าพัน ไม่พันก็รู้ว่าไม่พ้น เห็นชัด ๆ อย่างนี้
เมื่อเห็นชัดเข้าดังนี้ละก็ อชฺฌตต์ วา จิตฺเต จิตตา
นุปสฺส วิหรติ เห็นจิตในจิตเป็นภายในเนืองๆ ภายใน
น่ะคือ จิตกายละเอียดเห็นเนือง ๆ ซึ่งจิตในจิตเป็น
ภายนอกนี้จิตของกายมนุษย์ เห็นเนือง ๆ ซึ่งจิตในจิต
ทั้งภายในภายนอก เห็นเป็นรูปจิต เป็นจิตของกายมนุษย์
ละเอียด เห็นทั้งสองทีเดียว เห็นทั้งภายในและภายนอก
เห็นเมือง ๆ เป็นธรรมดา คือความเสื่อมไป ความเกิดขึ้น
ของจิต เห็นเนือง ๆ เป็นธรรมดาคือความดับไปของจิต
คือความดับไปในจิต เมื่อเห็นเนือง ๆ เป็นธรรมดา
ทั้งเกิดขึ้น ทั้งความดับไป เมื่อเห็นชัดดังนี้ละก็ อตฺถิ
จิตตนิติ วา ปสฺส สติ ปัจจุปฏฐิตา โหติ ก็หรือสติ
ของเธอ เข้าไปปรากฏว่าจิตมีอยู่ เห็นจิตแล้ว เมื่อจิต
มีสติของเธอปรากฏว่า จิตมีอยู่เพียงสักแต่ว่ารู้ สักแต่
ว่าอาศัยความระลึก อันตัณหาและทิฐิเข้าไปอาศัยไม่
ได้เลย น จ กิญจิ โลเก อุปาทิยต์ ไม่ถือมั่นอะไรเลย
ในโลก รู้ว่าปล่อยวางแล้ว ไม่ถือมั่น ไม่ติด ไม่แตะ
ไม่อะไรแล้ว ให้รู้ชัด ๆ เห็นชัด ๆ อย่างนี้ อย่างนี้แหละ
เรียกว่าภิกษุทั้งหลาย เห็นในจิต เนือง ๆ อยู่ ด้วย
ประการดังนี้
ที่ได้ชี้แจงแสดงมานี้ตามวาระพระบาลี ความเป็น
สยามภาษา ตามมตยาธิบาย พอสมควรแก่เวลา เพราะ
ได้ยินเสียงระฆังหง่าง ๆ อยู่แล้ว เอเตน สจว เซน
ด้วยอำนาจความสัจที่ได้อธิบายอ้างธรรมปฏิบัติตั้งแต่
ต้นจนอวสานนี้ สทา โสตถี ภวนฺตุเต ขอความสุขสวัสดิ์
จงบังเกิดมีแต่ท่านทั้งหลาย บรรดามาสโมสรในสถานที่นี้
ทุกถ้วนหน้า อาตมภาพได้ชี้แจงแสดงมา ตามสมควรแก่
เวลาสมมติว่ายุติธรรมิกถาโดยอรรถนิยมความเพียงเท่านี้
เอว ก็มีด้วยประการฉะนี้
Kalyanamitra.org
กัลยาณมิตร / กรกฎาคม ๒๕๓๐