พุทธพจน์ วารสารกัลยาณมิตร ปี 2530 ฉบับที่ 7 เดือนกรกฎาคม หน้า 129
หน้าที่ 129 / 132

สรุปเนื้อหา

พุทธพจน์ กัลยาณมิตรวิษณุ สมุหวิญญ เห็นธรรม คําแปล พระพุทธภาษิต ยา หว ปาตุภวนฺติ ธมมา อาคาชิโน ฌายโต พราหมณสุส วิธูปย์ ติฏฐิติ มารเสน เมื่อใด ธรรมทั้งหลายปรากฏแก่พราหมณ์ผู้มี ความเพียรเพ่งอยู่ พราหมณ์นั้น ย่อมกำจัดมารและ เสนามารเสียได้ ดำรงอยู่เหมือนดวงอาทิตย์ผุดขึ้นมา กำจัดความมืด กระทำอากาศให้สว่างฉะนั้น คําอธิบายขยายความ ภาษิตที่กล่าวถึง “ธรรม” นี้ เป็นคำอุทานด้วยความปีติ นี้ เบิกบานของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อขณะที่ทรง รู้เห็น “ธรรม” ใหม่ๆ ภายใต้ควงไม้พระศรีมหาโพธิ์ และก่อนที่จะ บรรลุ “ธรรม” นี้ พระองค์ก็ทรงทำสมาธิโดยวางชีวิตเป็น เดิมพัน มิใช่มานั่งคิด ๆ นึก ๆ ขัด ๆ เขียน ๆ เอาเหมือนผู้ที่ ถือตัวว่าเป็นผู้รู้ในปัจจุบัน พระองค์ทรงทำสมาธิจิตจนแน่วแน่ ผ่านปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน ไปต

หัวข้อประเด็น

- พุทธพจน์

ข้อความต้นฉบับในหน้า

พุทธพจน์ กัลยาณมิตรวิษณุ สมุหวิญญ เห็นธรรม คําแปล พระพุทธภาษิต ยา หว ปาตุภวนฺติ ธมมา อาคาชิโน ฌายโต พราหมณสุส วิธูปย์ ติฏฐิติ มารเสน เมื่อใด ธรรมทั้งหลายปรากฏแก่พราหมณ์ผู้มี ความเพียรเพ่งอยู่ พราหมณ์นั้น ย่อมกำจัดมารและ เสนามารเสียได้ ดำรงอยู่เหมือนดวงอาทิตย์ผุดขึ้นมา กำจัดความมืด กระทำอากาศให้สว่างฉะนั้น คําอธิบายขยายความ ภาษิตที่กล่าวถึง “ธรรม” นี้ เป็นคำอุทานด้วยความปีติ นี้ เบิกบานของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อขณะที่ทรง รู้เห็น “ธรรม” ใหม่ๆ ภายใต้ควงไม้พระศรีมหาโพธิ์ และก่อนที่จะ บรรลุ “ธรรม” นี้ พระองค์ก็ทรงทำสมาธิโดยวางชีวิตเป็น เดิมพัน มิใช่มานั่งคิด ๆ นึก ๆ ขัด ๆ เขียน ๆ เอาเหมือนผู้ที่ ถือตัวว่าเป็นผู้รู้ในปัจจุบัน พระองค์ทรงทำสมาธิจิตจนแน่วแน่ ผ่านปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน ไปตามลำดับ จนจิตตั้งมั่นบริสุทธิ์ผ่องใส ปราศจากอุปกิเลส เป็นธรรมชาติ อ่อนโยนควรแก่การงาน จึงได้น้อมจิตไปเฉพาะ บุพเพนิวาสา นุสสติญาณ ระลึกถึงพันธ์ที่เคยอาศัยอยู่ในภพก่อนนับด้วย ร้อยชาติ พันชาติ ตลอดหลายสังวัฏกัป ต่อจากนั้นจึงได้น้อมจิตไปเฉพาะต่อ จุตูปปาตญาณ มีทิพยจักขุ บริสุทธิ์ล่วงจักขุสามัญของมนุษย์ ย่อมแลเห็นสัตว์ ทั้งหลายจุดและอุบัติอยู่ แล้วพระองค์ถึงจะน้อมจิตไปเฉพาะต่อ อาสวักขยญาณ เห็นอริยสัจ ๔ ด้วยธัมมจักขุ (ตาธรรมกาย) กัลยาณมิตร/ กรกฎาคม ๒๕๓๐ สูโรว โอภาสยมนตลกขนติ ซึ่งบริสุทธิ์กว่ามังสจักขุ (ตาเนื้อ) และ ทิพยจักขุ (ตาทิพย์) หลายร้อยหลายพันเท่า ดังนั้น โลกุตตระ “ธรรม” ที่พระองค์ทรงรู้เห็นนั้นมิใช่ “ธรรม” ที่อาศัยการคาดคะเนตามวิธีแห่งตรรก หรือเหตุผล อันเป็นปุถุวิสัยของคนมีกิเลสโดยทั่วไปได้ ขนาดพระสัมมา สัมพุทธเจ้ายังต้องทรงเข้าสมาธิระดับ ฌาน ๔ แล้วคน ธรรมดา ๆ ที่ยังไม่เคยฝึกสมาธิ หรือทำสมาธิได้นิด ๆ หน่อย ๆ กลับกล้าที่จะวิจารณ์ “ธรรม” ชั้นนี้ได้ นับได้ว่า เป็นบุคคลไม่รู้จักประมาณตน เพราะการพิจารณาคิดค้นที่ เกิดจากสุตมยปัญญาและจินตมยปัญญานั้นได้แต่รู้ ธรรมแต่ไม่สามารถจะเห็นธรรมได้ แค่ “ธรรม” เบื้องต้น อันเป็นหนทางสายกลางที่จะนำไปสู่ความหลุดพ้น บุคคล ที่จะเห็น “ธรรม” นี้ได้ต้องอาศัยภาวนามยปัญญา ซึ่ง ต้องทำสมาธิจนความสว่างของจิตอย่างน้อยก็ต้องสว่าง กว่าพระอาทิตย์ในตอนเที่ยงวัน ดังคำยืนยันในพุทธอุทาน คาถาที่กล่าวไว้ในเบื้องต้นทุกประการ จึงจะเห็น “ธรรม” นั้นได้ แล้วใครเล่าจะบรรลุ “ธรรม” โดยไม่ต้องมีสมาธิ มีหรือ? Kalyanamitra.org ๑๒๗
แสดงความคิดเห็นเป็นคนแรก
Login เพื่อแสดงความคิดเห็น

หนังสือที่เกี่ยวข้อง

Load More