ข้อความต้นฉบับในหน้า
ชัยชนะพอใช้ แต่ก็อย่าเพิ่งใจร้อนก่อน ข้าพเจ้าจะขอให้
ท่านฟังคำถามดูใหม่ ที่ว่าจะไม่มีทางวางแนวดับทุกข์ไว้
เป็นส่วนรวมบ้างหรือ? แต่ข้อนี้ก็จะยกไว้อีก เพราะ
ข้าพเจ้าจะอธิบายให้ท่านฟังในภายหลัง จะขอซักท่านต่อ
ไปในเรื่องนี้ ในข้อที่ท่านว่าถ้าเป็นทุกข์ภายนอกเรา
ก็ควรหนี ไม่ควรสู้หน้านั้น สมมติว่าหนีแล้วไปพบ
ข้างหน้าอีก เราจะทำอย่างไร?”
“เราก็หนีต่อไปอีก จนกว่าจะไม่พบ
“จะมีทางรับประกันได้อย่างไร ว่าเราจะไม่พบ
ทุกข์อีก เพราะเรามีวิธีอยู่อย่างเดียวคือ การหนี ก็ถ้าพบ
เรื่อย ๆ เราจะมีต้องหนีอยู่เรื่อย ๆ หรือ?”
“ก็ทำไมท่านจึงสมมติให้ต้องหนีแล้วไปพบทุกข์อยู่
เรื่อย ๆ เล่า ก็สมมติให้ไม่พบเสียบ้าง ไม่ได้หรือ? จะได้
ไม่ต้องหนีบ่อย ๆ”
“ดูก่อนปริพาชิกา! ก็สมมติให้ไม่มีทุกข์เสียเลย
จะไม่ดีกว่าหรือจะได้ไม่ต้องหนี? การที่ต้องสมมติว่า
ถ้าไปพบทุกข์ข้างหน้าอีกนั้น ก็เพราะเราจะพูดกันถึงเรื่อง
ดับทุกข์ ซึ่งจะต้องมีแนวทางไว้สำหรับดับความทุกข์ได้
โดยไม่ต้องคำนึงว่าจะไปพบทุกข์ที่ไหนอีก เทียบด้วย
แพทย์ผู้เรียนรู้วิชารักษาโรคก็ต้องสมมติให้มีโรคอย่างนั้น
อย่างนี้เป็นธรรมดา ถ้าสมมติให้ไม่มีโรคก็ไม่ต้องเรียน
วิชาแพทย์ เพราะไม่ต้องรักษาอะไร เป็นอันข้าพเจ้าจะขอ
สรุปถามท่านใหม่ในเรื่องการดับทุกข์นี้ว่า ลองประมวล
วิธีดับมาให้ข้าพเจ้าฟังใหม่อีกครั้ง เพื่อจะได้รวบรวมดูว่า
คําตอบของท่านเป็นอย่างไร?”
“ข้าแต่ท่านผู้เจริญ! ถ้าเป็นทุกข์ภายนอกเราก็
พยายามหลีกเลี่ยงหรือหาทางทำให้มันระงับไป ถ้าเป็น
ทุกข์ภายในก็หาวิธีแก้ไขหรือปลอบใจ ตามแต่จะเหมาะสม
แก่เรื่องนั้น ๆ
“เป็นอันรวมความว่าวิธีดับทุกข์นั้น คือไปหาทาง
เอาข้างหน้า เพื่อรอดูก่อนว่ามันจะเกิดขึ้นในลักษณะ
อย่างไรใช่ไหม?”
“ท่านจะว่าอย่างนั้นก็ได้ แต่รู้สึกว่าเพียงปัญหาเรื่อง
การดับทุกข์เรื่องเดียวท่านตั้งคำถามเสียมากมาย
“ดูก่อนปริพาชิกา! ท่านจะสังเกตเห็นได้ว่าการตั้ง
ปัญหาของข้าพเจ้านั้น เพื่อช่วยให้ท่านได้คิดรอบคอบใน
การตอบปัญหาเรื่องความดับทุกข์นี้ เพราะในชั้นแรกท่าน
ตอบปัญหาโดยมองเพียงด้านใดด้านหนึ่งโดยเฉพาะ
ครั้นข้าพเจ้าซักเพื่อให้ท่านคิดกว้างขวางรอบคอบขึ้น
ก็ย่อมเป็นประโยชน์ที่จะให้ท่านตอบได้รอบคอบขึ้น
ดูก่อนปริพาชิกา บัดนี้ข้าพเจ้าจะเฉลยปัญหาเรื่องความ
ดับทุกข์ให้ท่านฟังว่าในศาสนาแห่งพระศาสดาของ
ข้าพเจ้า ท่านได้วางหลักการไว้อย่างไร ?
“ในตอนแรกที่มีปัญหาว่า ในการที่จะดับทุกข์เรา
ควรหนีดีหรือสู้หน้ากับความทุกข์ดีนั้น เป็นเพียงปัญหา
สอบเชาวน์ให้ท่านคิดวุ่นวายว่าจะทำอย่างไรดีเท่านั้น
เพราะการหนีก็ตาม การสู้หน้าก็ตาม เป็นเรื่องของ
การแก้ผล ไม่ใช่แก้เหตุ บางทีก็แก้ได้ บางทีก็แก้
ไม่ได้ จึงยังมิใช่วิธีที่ได้ผลโดยเด็ดขาดอย่างแท้จริง
สมมติว่าท่านหนี ถ้าไปพบทุกข์เข้าข้างหน้าอีก
ก็จะต้องหนีอีกไม่สิ้นสุด หรือถ้าเป็นทุกข์ที่อยู่ใน
ตัวท่านแม้จะหนีไปไหนทุกข์ก็ตามติดไปอยู่ด้วย
เราะในการหนีทุกข์ภายในนั้น ก็เท่ากับหอบเอา
ทุกข์ติดตัวไปด้วยอย่างไม่รู้สึกตัว หรือว่าท่านจะดับ
ทุกข์ด้วยวิธีสู้หน้ากับความทุกข์โดยไม่คิดหนีเลย
การสู้หน้าก็หาใช่วิธีดับทุกข์ไม่ เพราะการสู้หน้า
แล้วทุกข์ดับไปได้ คนที่ไม่ยอมหนีทุกข์ ก็คงพ้น
ทุกข์ได้หมด ได้กล่าวแล้วว่าการหนีก็ตาม การสู้หน้า
ก็ตาม เป็นการแก้ที่ผลของทุกข์ จึงดับทุกข์ไม่ได้
จริงจัง พระบรมศาสดาของข้าพเจ้าจึงสอนว่าถ้าจะ
ดับทุกข์ให้ค้นให้พบว่าต้นเหตุที่ให้เกิดทุกข์นั้นคือ
อะไร? แล้วจัดการดับเหตุนั้นเสียให้หมดสิ้นก็จะชื่อว่า
แก้ได้สำเร็จ เพราะเมื่อตัดเหตุได้ ผลคือความทุกข์
ก็จะไม่เกิดอีก
ในการปฏิบัติเพื่อดับเหตุของทุกข์นั้น สมเด็จพระ
บรมศาสดาได้วางแนวทางไว้ เรียกว่าข้อปฏิบัติสาย
กลาง เป็นข้ออบรมปัญญา ๒ ประการ คือความ
เห็นชอบกับคํา ชอบ, เป็นข้ออบรมความมีระเบียบ
ทางกาย วาจา ๓ ประการ คือ เจรจาชอบ กระทำ
ชอบและเลี้ยงชีวิตชอบ, เป็นข้ออบรมจิตใจ ๓
ประการ คือ พยายามชอบตั้งสติชอบ และตั้งใจมั่น
เป็นสมาธิชอบ รวมเป็นข้อปฏิบัติชอบ ๔ อย่าง
มีไว้สำหรับปฏิบัติเพื่อตัดต้นเหตุแห่งทุกข์ทั้งหลาย
อันแม้จะต่างกันโดยรายละเอียด แต่ก็มีมูลรากและ
กัลยาณมิตร / กรกฎาคม ๒๕๓๐
Kalyanamitra.org