ข้อความต้นฉบับในหน้า
อะไร เพราะถ้าใครเพียงจำไว้สักเล็กน้อยก็ตอบได้ทั้งนั้น
ชมพูปริพาชิกาสาว อึ้งไปครู่หนึ่ง แล้วเริ่มถามต่อไป
"ท่านผู้เจริญ! ในสดปาฐะ คัมภีร์พราหมณะกล่าว
ถึงเทวะ ไว้อย่างไร ท่านมีมติในข้อนี้อย่างไร?”
“มีกล่าวไว้ว่า “แท้จริง เทวะหรือเทพนั้นมีสอง
ประการคือ เทพโดยกำเนิดประเภทหนึ่ง นักพรตผู้
ศึกษาและสอนพระเวทจัดเป็นเทพหรือมนุษยเทพ
อีกประเภทหนึ่ง” มติของข้าพเจ้าในเรื่องนี้ข้าพเจ้า
จะแสดงเฉพาะมนุษยเทพ คือมนุษย์ซึ่งอาจเป็นเทวดาได้
ทั้งเป็นโดยไม่ต้องรอให้ตายก่อน เมื่อกล่าวตามสมมติ
มนุษย์ที่อยู่รวมกันมาก ๆ มีพระราชาปกครอง มนุษย์
ก็แสดงความเคารพในพระราชานั้นดุจเทวดาหรือจะ
เรียกว่าเทวดาโดยสมมติก็ได้ แต่พระราชานั้น ๆ ท่านย่อม
ศึกษาและปฏิบัติในธรรมของพระราชา เมื่อกล่าวตาม
แนวแห่งคุณธรรม ข้าพเจ้าไม่เห็นด้วยกับข้อความใน
คัมภีร์พราหมณะนั้น ที่ว่านักพรตผู้ศึกษาและสอนพระเวท
จะจัดเป็นมนุษยเทพโดยสมบูรณ์ ข้าพเจ้าเห็นว่ามนุษย์
ทุกคน ถ้าใครตั้งอยู่ในศีลในธรรม รู้จักละอายใจ
และรังเกียจกลัวความชั่วช้าทุจริต ก็ชื่อว่าเป็น
มนุษยเทพได้ด้วยกันทั้งสิ้น และถ้าผู้ใดตั้งอยู่ใน
ความบริสุทธิ์กายวาจาใจได้ ผู้นั้นชื่อว่าเป็นทั้ง
มนุษยเทพและวิสุทธิเทพ การเรียนการสอน แต่ยัง
ขาดการปฏิบัติตนเป็นคนดีอยู่ในศีลในธรรม ก็หาทำให้
บุคคลควรแก่การเป็นมนุษยเทพไม่
ปัญหาที่ชมพูปริพาชิกาถามนั้น ค่อย ๆ ยากขึ้น
โดยลำดับ แต่ดูเหมือนจะเป็นปัญหาง่าย ๆ ไปหมด
ภิกษุนั้นตอบได้โดยฉับพลัน ไม่ว่าจะเป็นปัญหาถาม
ความจ๋า ถามความคิด หรือถามเชาวนปฏิภาณ จนผู้ถาม
ซึ่งมุ่งจะให้ได้ชัยชนะนั้นรู้สึกหนักใจยิ่งขึ้น
เมื่อรู้สึกว่าจะเป็นผู้ตอบมานานมากแล้ว พระเถระ
จึงกล่าวว่า
“ข้าพเจ้าได้ตอบปัญหาท่านมาก็มากแล้ว บัดนี้
จะขอย้อนถามบ้างเพื่อฟังคำตอบของท่านดู ดูก่อนปริ
พาชิกา ถ้าเราต้องการดับทุกข์ เราควรจะหนีทุกข์
หรือสู้หน้ากับความทุกข์ดี”
ปริพาชิกาสาว นั่งตรองเล็กน้อยแล้วตอบว่า
“เราควรจะหนี เปรียบเหมือนไฟ ถ้าเราไม่หนีก็จะไหม้เรา
และคนที่ไม่หนีก็คือคนโง่ หรือคนสิ้นคิดที่ยอมให้ทุกข์หรือ
ไฟเผาเอาเปล่า ๆ
“ดูก่อนปริพาชิกา! ข้อที่ท่านตอบนี้ บางทีจะยัง
ไม่รัดกุมนัก ขอให้ตรองดูให้ดีอีกใหม่ ข้าพเจ้าจะยังไม่
กล่าวว่าท่านตอบผิดก่อน
ปริพาชิกานั่งคิดแล้วตอบยืนยันว่า “ข้าพเจ้ายืนยัน
คำตอบนี้ และยืนยันอีกด้วยว่าคนไม่หนีคือคนโง่”
“ดีแล้วปริพาชิกา! แม้ท่านจะยืนยันเช่นนี้ ข้าพเจ้า
ก็ยังจะไม่ว่าท่านตอบผิดก่อน แต่จะขอถามต่อไปอีกว่า
ถ้าความทุกข์มันอยู่ในตัวของท่าน อยู่ในจิตใจของ
ท่านเอง แล้วท่านจะหนีไปไหน โดยไม่นำความทุกข์
ติดไปบ้าง "
ปริพาชิกาสาวรีบสอดขึ้นว่า “ที่ข้าพเจ้าตอบนั้น
หมายเอาความทุกข์ภายนอกต่างหากเล่า?”
"ดูก่อนปริพาชิกา ข้าพเจ้าได้เตือนแล้ว ให้ท่าน
ตรองดูให้ดีก่อน ท่านเพิ่งรู้จักแยกทุกข์ภายนอกทุกข์ภายใน
เมื่อถูกย้อนถามแล้วใช่หรือไม่เล่า? เอาละข้าพเจ้า
ก็จะยังไม่ว่าท่านตอบผิดหรือเป็นผู้แพ้ แต่จะตั้งคำถาม
ให้ท่านตอบในเรื่องนี้อีกต่อไปเป็นอันว่าถ้าทุกข์ภายนอก
เราควรหนี ถ้าทุกข์ภายในเล่าเราจะทำอย่างไร?”
“เราก็สู้หน้าความทุกข์นั้นๆ
“การสู้หน้าทำให้ทุกข์ดับไปได้หรือ หรือว่า
เราจะทำอย่างไรต่อไป?”
“เราสู้หน้าแล้วเราก็หาทางดับต่อไป”
ข้าพเจ้าอยากฟังว่าทางดับทุกข์ที่ท่านจะหาใน
ระหว่างสู้หน้ากับความทุกข์นั้น คืออะไร?”
นั่นก็ต้องแล้วแต่รายละเอียดของทุกข์เป็นเรื่อง ๆ ไป
เพราะความทุกข์ย่อมมีหลายอย่างด้วยกัน”
“จะไม่มีทางวางแนวดับทุกข์ได้เป็นส่วนรวมบ้าง
หรือ? เพราะถึงแม้ทุกข์จะมีหลายอย่าง มันก็น่าจะดูเป็น
ของแตกต่างกันเฉพาะเรื่องที่ปรารภเป็นเหตุทุกข์แต่รวม
ความแล้ว มันก็คือความทุกข์นั่นเอง”
“ท่านผู้เจริญ! คราวนี้ท่านพลาดบ้างละ ถ้าความ
ทุกข์เพราะปวดหัวและปวดท้องเป็นความทุกข์อย่างเดียว
กันแล้วเราก็น่าจะไม่ต้องปรุงยาขึ้นหลายขนาน เพราะ
ยาแก้ปวดหัวก็ควรจะแก้ปวดท้องได้ด้วย
“ดูก่อนปริพาชิกา! ท่านฉลาดรวบรัดพูดจะให้ได้
กัลยาณมิตร/กรกฎาคม ๒๕๓๐
Kalyanamitra.org
oom