ข้อความต้นฉบับในหน้า
วันเปิดเรียนภาคต้นนั้น ออกจะเป็น
วันที่มีบรรยากาศคึกคักแจ่มใสเป็นพิเศษ
เพราะเป็นวันเริ่มต้นของปีการศึกษาใหม่
ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งใหม่ ๆ
หลายอย่าง เช่น ขึ้นชั้นเรียนใหม่ มีสมุด
หนังสือชุดใหม่ ครูประจำชั้นคนใหม่ นอก
จากนั้นหลาย ๆ คนก็ยังมีเสื้อผ้าชุดใหม่
ใส่มาเรียนด้วย
แม้ว่าในการเปิดเรียนวันแรกนี้
จะยังไม่มีการเรียนการสอนอะไรจริงจัง
นัก แต่ก็ปรากฏว่านักเรียนส่วนใหญ่
ต่างพากันมาถึงโรงเรียนตั้งแต่เช้า เพื่อ
จะได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนประสบ
การณ์ในช่วงปิดภาคเรียนมาเล่าสู่กันฟัง
หลังจากที่ไม่ได้พบปะกันมาเสียนาน
วันนี้เพชรเองก็ได้มาถึงโรงเรียน
เช้าเป็นพิเศษ และหลังจากที่ได้ทักทาย
เพื่อน ๆ บางคนแล้ว จึงหาโอกาสเดิน
เลี่ยงไปยังห้องพักครู ซึ่งแต่ก่อนนั้น
เส้นทางนี้เป็นเส้นทางที่เพชรไม่ค่อย
จะยอมย่างกรายเฉียดมาสักเท่าใดนัก
โชคดีที่ได้พบครูมาลีอยู่ในห้องพัก
ตามลำพังพอดี เพชรจึงตรงเข้าไปกราบ
แทบเท้าของคุณครู อันเป็นลักษณะ
อาการที่ครูมาลีเองก็คาดไม่ถึงมาก่อน
“อ้อ...สวัสดีจะเพชร... ลุกขึ้นมา
นั่งคุยกันตามสบายสิจ๊ะ มีธุระอะไรกับ
ครูหรือเปล่า?”
“ผมตั้งใจจะมากราบขอบพระคุณ
คุณครู ที่ได้กรุณาไปในงานบวชเณร
ของผมครับ”
“อ๋อ....นึกว่าเรื่องอะไรเสียอีก ตอน
นั้นพอดีครูรู้ข่าวจากเพื่อน ๆ ของเธอจึง
ได้นัดกันไป ครูเองก็กำลังแปลกใจอยู่
ในระยะหลังจึงดีขึ้นมาก คงจะเป็น
เพราะหันมาสนใจทางศาสนานี่เอง มิน่า
ล่ะถึงได้เปลี่ยนไปมาก..."
“ครับ ผมเองก็รู้สึกตัวว่าได้เคย
คือเคยเกเรกับคุณครูเอาไว้มาก จึงอยาก
จะถือโอกาสนี้กราบขออภัยต่อคุณครู
และขอสัญญาว่าต่อจากนี้ผมจะประ
พฤติตนอยู่ในโอวาทของคุณครูตลอดไป
เท่าที่เธอได้เปลี่ยนแปลงไปในทาง
ที่ดีขึ้น ครูก็พอใจมากแล้ว เสียดาย
เหลือเกินที่ปีนี้ครูไม่ได้เป็นครูประจำชั้น
ของเธออีกแล้ว*
“ถึงแม้จะไม่ได้เป็นครูประจำชั้น
แต่คุณครูก็ยังเป็นครูประจำใจของผม
อยู่นะครับ"
พอพูดมาถึงประโยคนี้ เพชรจึง
สังเกตเห็นว่าครูมาลีถึงกับน้ำตาซึมออก
มา ทำท่าเหมือนว่าจะร้องไห้ ก็เลยถือ
โอกาสลาออกมาจากห้องพักครูเสียก่อน
พร้อมกับคิดในใจว่า....ครูมาลีผู้ซึ่งได้
ชื่อว่าเป็นครูที่ดุที่สุด มือหนักที่สุด จนไม่
มีนักเรียนคนใดปรารถนาจะถูกเฆี่ยน
ช้าเป็นหนที่สองนั้น อันที่จริงก็ขี้แยเป็น
เหมือนกันนะ...
เมื่อออกจากห้องพักครูมาแล้ว
เพชรก็ได้พบกับเพื่อน ๆ อีกหลายคน
ซึ่งส่วนใหญ่พากันมารุมถามถึงความเป็น
อยู่ในตอนบวชเณรว่าเป็นอย่างไร หิวข้าว
เย็นหรือไม่ ฯลฯ และเมื่อพบ “ชิต”
ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมชั้นและมีบ้านอยู่ใน
ซอยเดียวกัน เพชรก็ถูกต่อว่าต่อขาน
จากชิตท่ามกลางหมู่เพื่อน ๆ ว่า
“พวกเรารู้ไหมว่า เดี๋ยวนี้เจ้าเพชร
นะเขาไม่เหมือนแต่ก่อนแล้วนะ จะชวน
ไปไหนทีก็อ้างว่าพ่อห้าม แม่ห้าม กลาย
เป็นลูกแหงไปเสียแล้ว วันก่อนเราอุตส่าห์
ไปหาถึงบ้านจะชวนไปตกปลาเสียหน่อย
หนอย! ปฏิเสธเราได้ลงคอ
“เราบอกเธอแล้วไงว่า ถ้าจะชวน
ไปท่าบาปทำกรรมอย่างนั้น เราไม่ไปด้วย
หรอก คราวก่อนที่ยืมหนังสติ๊คของเธอ
ไปยิงนกที่เมืองกาญจน์นั่นก็เกือบตาย
มาหนหนึ่งแล้ว เชื่อเราเถอะว่าบาปบุญ
น่ะมีจริง ถ้าทำบาปมาก ๆ เข้าอีกหน่อย
กรรมตามมาทัน ใครก็มาช่วยเราไม่ได้"
เพชรพยายามชี้แจง
“ชะช้า...ไปบวชเณรมาไม่กี่วัน
ถูกล้างสมองเสียแล้วเจ้าเพชรเอ๋ย เอา
อย่างนี้ดีกว่า ตอนบ่ายวันนี้พวกเราหนี
โรงเรียนไปเล่นสเก็ตกันดีไหม เพิ่งเปิด
เรียนวันแรกอย่างนี้รับรองครูเขาไม่สนใจ
หรอก
คราวนี้ไม่ได้ไปยิงนกตกปลา
คงจะไปได้สินะเพชร?”
ถ้าเป็นแต่ก่อนเพชรคงไม่ปฏิเสธ
แต่เดี๋ยวนี้เพชรรู้ดีว่า ตัวเองกับชิตนั้น
มีความคิดเห็นที่แตกต่างกันมากเหลือ
เกิน พอกันทีสําหรับการหนีโรงเรียน
ซึ่งเพชรและเพื่อน ๆ เคยคิดว่า การใช้
ชั้นเชิงเล็ดลอดออกไปทางรั้วด้านหลังของ
ธรรมดาของคนว่ายากนั้น มักจะรู้สึกแสดงต่อคำ
ตักเตือนของผู้หวังดี และคนประเภทนี้เมื่อใคร
ต่อใครไม่สามารถว่ากล่าวตักเตือนได้แล้ว
เหมือนกันว่าทำไมผลการเรียนของเธอ ในที่สุดก็จะกลายเป็นคนโง่ดักดานเอาดีอะไรไม่ได้
Kalyanamitra.org
กัลยาณมิตร / กรกฎาคม ๒๕๓๐