ข้อความต้นฉบับในหน้า
เหตุการณ์ในสังคายนาครั้งที่ ๒ ไปเป็น
ครั้งที่ ๑ คือ:-
๒. การสังคายนาของมหา
สังฆิกะ มีเรื่องเล่าว่า เมื่อภิกษุวัชชีบุตร
ถือวินัยย่อหย่อน ๑๐ ประการ และ
พระยสะ กากัณฑกบุตร ได้ชักชวนคณะ
สงฆ์ในภาคต่าง ๆ มาร่วมกันทำสังคายนา
ชาระมลทินโทษแห่งพระศาสนาวินิจฉัย
ชี้ว่า ข้อถือผิด ๑๐ ประการนี้ มีห้ามไว้ใน
พระวินัยอย่างไร แล้วได้ท่าสังคายนา
ในขณะเดียวกันพวกภิกษุวัชชีบุตร ซึ่งมี
อยู่เป็นจำนวนมาก ก็ได้เรียกประชุมสงฆ์
ถึง ๑๐,๐๐๐ รูป ทำสังคายนาของตนเอง
ที่เมืองกุสุมปุระ (ปาตลีบุตร) ให้ชื่อว่า
มหาสังคีติ คือ มหาสังคายนาเป็นเหตุให้
เกิดนิกายมหาสังฆิกะ ซึ่งแม้จะยังไม่นับ
ว่าเป็นมหายานโดยตรง แต่ก็นับได้ว่า
เป็นเบื้องต้นแห่งการแตกแยกจากฝ่าย
เถรวาทมาเป็นมหายานในกาละต่อมา
การสังคายนาครั้งนี้ ได้แก้ไขเปลี่ยนแปลง
ของเดิมไปไม่น้อย หลักฐานของฝ่าย
มหายานบางเล่มได้กล่าวถึงกำเนิดของ
นิกายมหาสังฆิกะ โดยไม่กล่าวถึงวัตถุ
๑๐ ประการก็มี แต่กล่าวว่า ข้อเสนอ ๕
ประการของมหาเทวะเกี่ยวกับพระอรหันต์
ว่า ยังมิได้ดับกิเลสโดยสมบูรณ์เป็นต้น
เป็นเหตุให้เกิดการสังคายนาครั้งที่ ๒
แล้วพวกมหาสังฆิกะ ก็แยกออกมาทำ
สังคายนาของตน
การสังคายนาของ
อินเดียภาคเหนือได้สนับสนุนให้มีการ
สังคายนา งอาจกล่าวได้ว่า เป็นสังคายนา
ผสม ณ เมืองชาลัน หรือบางแห่งกล่าว
ว่าเมืองกาษมีระ
ในหนังสือจดหมายเหตุของหลวง
จีนเยี่ยนจัง เล่าว่าพระเจ้ากนิษกะหันมาสนใจ
ในพระพุทธศาสนา และตำรับตำราแห่ง
ศาสนานี้ จึงให้อาราธนาพระภิกษุหนึ่งรูป
ไปสอนทุก ๆ วัน และเนื่องจากภิกษุ
แต่ละรูปที่ไปสอนก็สอนต่าง ๆ กันออกไป
บางครั้งก็ถึงกับขัดกัน พระเจ้ากนิษกะ
ทรงลังเลไม่รู้จะฟังว่าองค์ไหนถูกต้อง
จึงปรึกษาข้อความนี้กับพระเถระผู้มีนาม
ว่า ปารุสวะ ถามว่าคำสอนที่ถูกต้องนั้น
คืออันใดกันแน่ พระเถระแนะนำให้แล้ว
พระเจ้ากนิษกะจึงตกลงพระทัยจัดให้มี
การสังคายนา ซึ่งมีภิกษุสงฆ์นิกายต่าง ๆ
ได้รับอาราธนาให้มาเข้าประชุม พระเจ้า
กนิษกะโปรดให้สร้างวัด เป็นที่พักพระสงฆ์
ได้ ๕๐๐ รูป ผู้จะพึงเขียนคำอธิบาย
พระไตรปิฎก คำอธิบายหรืออรรถกถา
สุตตันตปิฎกมี 900,000 โศลก อรรถกถา
วินัยปิฎก ๑๐๐,๐๐๐ โศลก และอรรถกถา
อภิธรรมอันมีนามว่า อภิธรรมวิภาษา
มีจํานวน ๑๐๐,๐๐๐ โศลก ก็ได้แต่งขึ้น
ในสังคายนาครั้งนี้ด้วย เมื่อทำสังคายนา
เสร็จแล้ว ก็ได้จารึกลงในแผ่นทองแดง
เก็บไว้ในหีบศิลา แล้วบรรจุไว้ใน
เจดีย์ที่สร้างขึ้นโดยเฉพาะเพื่อการนี้
อีกต่อหนึ่ง มีข้อน่าสังเกตคือกำหนด
การของสังคายนาครั้งนี้ ที่ปรากฏใน
คัมภีร์ฝ่ายธิเบตกล่าวว่า กระทำในยุค
นิกายสัพพัตถิกวาท หลังจาก ที่หลวงจีนเงี่ยนจังกล่าวไว้
การสังคายนาของพระเจ้ากนิษกะ
ประมาณในปีพุทธศักราช ๒๔๓ (ค.ศ.
๑๐๐) พระเจ้ากนิษกะผู้มีอำนาจอยู่ใน
กัลยาณมิตร / กรกฎาคม ๒๕๓๐
แต่เรียง พ.ศ. ที่เกี่ยวกับเหตุการณ์
ในพระพุทธศาสนาก็มีข้อโต้แย้งผิดเพี้ยน
กันอยู่มิใช่แห่งเดียว จึงเป็นข้อที่ควร
จะได้พิจารณาสอบสวนในทางที่ควรต่อไป
การสังคายนาครั้งนี้เป็นของนิกาย
สัพพัตถิกวาท ซึ่งแยกสาขาออกไปจาก
เถรวาท แต่ก็มีพระของฝ่ายมหายานร่วม
อยู่ด้วย จึงเท่ากับเป็นสังคายนาผสม
สังคายนานอก
ประวัติศาสตร์
ยังมีสังคายนาอีกครั้งหนึ่งซึ่งไม่
ปรากฏในประวัติศาสตร์และไม่ได้การ
รับรองทางวิชาการจากผู้ศึกษาค้นคว้า
ทางพระพุทธศาสนา อาจถือได้ว่าเป็น
ความเชื่อถือปรัมปราของพุทธศาสนิกชน
ฝ่ายมหายาน ในจีนและญี่ปุ่น คือ
สังคายนาของพระโพธิสัตว์มัญชุศรี
กับพระโพธิสัตว์ ไมเตรยะ (พระศรี
อาริย์) ทั้งนี้ ปรากฏตามหลักฐาน ในหนัง
สือประวัติศาสตร์ย่อ แห่งพระพุทธศาสนา
๑๒ นิกายของ ญี่ปุ่น หน้า ๔๑ ซึ่งไม่ได้
บอกกาลเวลาสถานที่ และรายละเอียด
10
ไว้ ที่น่ามากล่าวไว้ในที่นี้พอเป็นเครื่อง
ประดับความรู้เกี่ยวกับความเป็นมาแห่ง
พระไตรปิฎก ในที่ต่าง ๆ เท่าที่จะค้นหา
มาได้
เป็นอันว่าได้กล่าวถึงการสังคายนา
ทั้งของฝ่ายเถรวาทและของมหายานไว้
พอเป็นแนวทางให้ทราบความเป็นมาแห่ง
คำสอนทางพระพุทธศาสนา และโดย
เฉพาะคัมภีร์พระไตรปิฎก ทั้งได้พยายาม
รวบรัดกล่าวเพราะไม่เช่นนั้นจะกลายเป็น
ต้องแต่งประวัติศาสตร์ความเป็นมาแห่ง
พระพุทธศาสนาขนาดใหญ่ไว้ในที่นี้
อ่านต่อฉบับหน้า
๑. A Short History of Twelve Japanese
Buddhist Sects by Bunyiu Nantio.
๗๑
Kalyanamitra.org